Working languages:
Thai to English

Thana Poopat
Versatile, nuanced, linguistically savvy

Bangkok, Krung Thep Mahanakhon, Thailand
Local time: 08:57 ICT (GMT+7)

Native in: Thai Native in Thai
This person is a top KudoZ point holder in Thai to English
Account type Freelance translator and/or interpreter, Identity Verified Verified site user
Data security Created by Evelio Clavel-Rosales This person has a SecurePRO™ card. Because this person is not a ProZ.com Plus subscriber, to view his or her SecurePRO™ card you must be a ProZ.com Business member or Plus subscriber.
Affiliations This person is not affiliated with any business or Blue Board record at ProZ.com.
Services Translation, Interpreting, Editing/proofreading, Website localization, Subtitling, Transcription, Copywriting
Expertise
Specializes in:
Mining & Minerals / GemsTransport / Transportation / Shipping
Materials (Plastics, Ceramics, etc.)Insurance

Rates
Thai to English - Rates: 0.08 - 0.10 USD per word
KudoZ activity (PRO) PRO-level points: 8, Questions answered: 3
Portfolio Sample translations submitted: 4
English to Thai: Inside Story Special: £830,000,000 - Nick Leeson and the Fall of the House of Barings
General field: Social Sciences
Detailed field: Education / Pedagogy
Source text - English
https://youtu.be/CkhcpcuZvV4

Transcription of a film by Adam Curtis originally broadcast on BBC One: 12th June 1996. The director has since shared his work under Creative Commons Attribution license.
Translation - Thai
Inside Story Special: £830,000,000 – นิค ลีสันกับการล่มสลายของธนาคารแบริ่งส์


ผมขอนำเสนอเกมที่น่าตื่นเต้นเร้าใจที่เรียกกันว่า การเงินการธนาคาร ซึ่งเป็นเกมที่เล่นกันแพร่หลายทั่วไปโดยมีผู้เล่นแบบนี้

แบบนี้

แบบนี้

และ

แบบนี้

นิค ลีสันเป็นคนหนุ่มแห่งทศวรรษ 1980 ที่ไขว่คว้าหาความสำเร็จและเงินตรา
นิคเป็นคนแปลก ที่มีความสามารถพิเศษอย่างน่าประหลาด ในการฉกฉวยผลประโยชน์ และหลอกลวงคนรอบข้าง

นี่เป็นเรื่องราวของนิค ลีสันและเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่หลงระเริงไปกับความฝันอันเลื่อนลอยที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น โดยมีเงินจำนวนมหาศาลเป็นเดิมพัน

เกมนี้จบลงเมื่อนิคและเหยื่อของเขาได้ร่วมกันผลาญเงินจำนวน 830 ล้านปอนด์จนหมดสิ้น

มหานครลอนดอนแห่งนี้ได้เติบโตขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย เติมไปด้วยความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนเอง

นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนหนุ่มสาวผู้แสวงหาความก้าวหน้า

ห้องค้าหลักทรัพย์ที่โอ่อ่าที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้แรงกายและสติปัญญาของคนหนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จ ด้วยความมุ่งมั่นของตนเองโดยไม่ต้องอาศัยเส้นสายอิทธิพล

นี่เป็นสังคมแห่งความก้าวหน้าที่ข้าพเจ้าปรารถนาให้พัฒนาถาวรสืบต่อไป

ในปี 1986 นายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ได้ริเริ่มการปฏิรูประบบการเงินการธนาคาร ลดขั้นตอนระเบียบกฎเกณฑ์ ในการดำเนินการบริหาร ตลอดจนการประกอบธุรกิจในตลาดการเงินการธนาคารของมหานครลอนดอน

รัฐบาลได้ยกเลิกการแบ่งแยกขอบเขตการดำเนินธุรกิจระหว่างการธนาคารและธุรกิจการค้าหลักทรัพย์

ภาพลักษณ์ของนายธนาคารมาดสุขุมถูกทดแทนด้วยนักค้าหลักทรัพย์ที่มีแต่ความโลภโมโทสัน

นิค ลีสันเป็นเจ้าหน้าที่เสมียนชั้นผู้น้อยในสำนักงานสาขาของธนาคารยักษ์ใหญ่มอร์แกน สแตนลีย์แห่งสหรัฐอเมริกา

ดูเผินๆ แล้วนิค ลีสันก็ไม่ได้แตกต่างจากพนักงานคนอื่นๆ คนหนุ่มจากชานเมืองที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักค้าหลักทรัพย์

“ผมเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เข้ากับทุกๆคนได้ แม้กระทั่งกับคนที่ผมไม่ค่อยถูกชะตาด้วย

ผมไปทำงานทุกวัน ทุ่มเทความรู้ความสามารถเต็มที่ แต่นอกเวลาทำงานผมไม่ชอบสุงสิงกับคนในที่ทำงานเดียวกัน ใครจะชวนไปกินดื่มหลังเลิกงาน ผมก็จะปฏิเสธไม่ไปด้วย

ผมไม่ค่อยชอบคนประเภทที่ผมทำงานด้วย

ในเวลาทำงานผมให้ความเป็นมิตร ความร่วมมือกับผู้คนรอบข้าง

จนหลายคนคิดผมเป็นคนที่น่าคบ บางคนหลงคิดว่าผมเป็นเพื่อนสนิท

ขณะเดียวกันผมก็ไม่ละเลยโอกาสที่จะฉกฉวยความรู้ใหม่ๆ จากเพื่อนร่วมงานตลอดเวลา

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล”

ในปี 1989 นิค ลีสันขอให้นายจ้างปรับเลื่อนตำแน่งไปเป็นพนักงานค้าหลักทรัพย์แต่ถูกปฏิเสธ

นิคตัดสินใจลาออกไปสมัครงานกับธนาคารอังกฤษ

“เหตุผลที่ลาออกไม่เกี่ยวกับค่าจ้าง หรือค่าตอบแทน

ค่าจ้างที่ผมได้จากมอร์แกน สแตนลีย์มากกว่าที่ทำงานใหม่ 5,000 ปอนด์

ผมเพียงแต่รู้สึกว่าผมถูกขัดขวางความก้าวหน้า

ผมเคยถูกปฏิเสธมาแล้วหนหนึ่ง ไม่มีใครรับประกันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมจึงย้ายไปทำงานกับธนาคารแบริ่งส์

ผมต้องยอมรับว่าผมไม่เคยรู้จักธนาคารแบริ่งส์มาก่อน

แต่ธนาคารแบริ่งส์เป็นธนาคารที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลายาวนาน

ผมก็ยังไม่รู้จักอยู่ดี

อาจเป็นเพราะธนาคารแบริ่งส์ไม่มีสาขาในเมืองวัตฟอร์ดที่ผมอยู่”

ธนาคารแบริ่งส์เป็นธนาคารวาณิชธนกิจซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูลแบริ่งส์เป็นเวลากว่าสองร้อยปี

ตระกูลที่ยิ่งใหญ่นี้เกี่ยวดองกับบุคคลชั้นนำในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เจ้าหญิงไดอาน่าไปจนถึงทิคกี้ เลคเบิร์ก

อาชีพนักการธนาคารเป็นอาชีพประจำตระกูล

“ผมตัดสินใจเลือกอาชีพนายธนาคารตามความเคยชิน

เมื่อผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในปี 1950 ผมก็เริ่มทำงานในธนาคารแบริ่งส์”

ความแข็งแกร่งของธนาคารแบริ่งส์อยู่ที่ชื่อเสียงที่ยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ธนาคารแบริ่งส์จึงมีความสามารถในการระดมเงินทุนภายใต้เงื่อนไขที่ดีที่สุด

เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าลูกค้าของธนาคารแบริ่งส์เป็นบุคคลชั้นนำของสังคมอังกฤษ

แม้แต่พระนางเจ้าอลิซาเบธที่สองก็ได้ทรงเปิดบัญชีกับธนาคารแบริ่งส์

ธนาคารแบริ่งส์เป็นธนาคารที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และเป็นธนาคารที่มีความมั่นคงและตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ที่สืบทอดมายาวนาน

ธนาคารแบริ่งส์มีฐานธุรกิจที่มั่นคงในประเทศอังกฤษ

จอห์น แบริ่งส์เป็นคนฉลาดหลักแหลมและหยิ่งยโส

จอห์น แบริ่งส์เป็นหัวใจขององค์กร

กล่าวกันว่าจอห์นเป็นคนมีคุณสมบัติพิเศษที่แม้กระทั่งธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับธนาคารแบริ่งส์

ธนาคารแบริ่งส์เคยประสบปัญหาร้ายแรงในอดีต

ที่แม้ในปัจจุบันคนในตระกูลแบริ่งส์ยังรู้สึกลำบากใจที่จะพูดถึง

เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งนี้ได้ส่งพนักงานที่อ่อนหัดไปยังอาร์เจนตินาซึ่งเป็นตลาดการเงินและตลาดทุนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนั้น

พนักงานผู้นี้แนะนำให้ธนาคารลงทุนในการสร้างระบบท่อระบายน้ำในกรุงบัวโนส ไอเรส

ธนาคารแบริ่งส์ได้ลงทุนเป็นจำนวนหลายล้านปอนด์ในโครงการดังกล่าวโดยหวังว่าจะสามารถขายหุ้นในโครงการให้กับนักลงทุนในยุโรป

แต่ไม่มีผู้ใดสนใจลงทุน

ธนาคารแบริ่งส์ประสบปัญหาทางการเงินจนธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกอบกู้กิจการ

เอ็ดเวิร์ด แบริ่งส์ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารแบริ่งส์ในขณะนั้นสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

เอ็ดเวิร์ดพร้อมด้วยลูกๆ หลานๆ อัปเปหิตนเองไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งไอร์แลนด์

โดยได้ซื้อจิงโจ้สามตัวจากสวนสัตว์ลอนดอนไปเป็นสัตว์เลี้ยงแก้เหงา

เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เป็นตัวการให้ธนาคารล่มมีชื่อว่านิโคลัส บาว์เออร์

นิค ลีสันเริ่มงานในบริษัทหลักทรัพย์แบริ่งส์

หกปีก่อนหน้านั้นบริษัทแห่งนี้มีทีมนักค้าหลักทรัพย์เพียงไม่กี่คน

ตอนที่นิคเข้าทำงานที่บริษัทแห่งนี้บริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวสร้างรายได้ให้กับธนาคารแบริ่งส์มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด


นิค ลีสันได้พบว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่งดงาม บริษัทหลักทรัพย์แห่งนี้มีระบบปฏิบัติงานที่ล้าหลัง ธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์กับธนาคารแบริ่งส์มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ที่ธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานทุกชิ้นเป็นของใหม่ล่าสุด แต่ที่ธนาคารแบริ่งส์ทุกอย่างดูคร่ำครึล้าสมัย

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้งานล้าสมัย ดูไม่เป็นมืออาชีพ

นิค ลีสันเข้าทำงานกับธนาคารแบริ่งส์ที่กำลังเสื่อมโทรมลงหลังจากทศวรรษ 1980 ที่เฟื่องฟูได้ผ่านพ้นไป

นิคเริ่มงานในตำแหน่งนักบัญชีที่คอยติดตามควบคุมสินทรัพย์ของบริษัท

เขาเป็นนักบัญชีที่ฉายแววโดดเด่นในเวลาไม่นานบริษัทก็ส่งนิคไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ

ที่จาร์กาต้านิคติดตามเร่งรัดหนี้จำนวนมหาศาลที่ลูกค้าค้างชำระกับธนาคาร

นี่เป็นตัวอย่างความสะเพร่าของระบบงานของธนาคารแบริ่งส์

ธนาคารแบริ่งส์ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นจำนวนมหาศาลแต่กลับไม่สนใจติดตามผลประโยชน์ที่งอกเงยขึ้นมาจากการลงทุน

อาจมีเงินเป็นจำนวนมากถึงหนึ่งร้อยล้านปอนด์ซุกอยู่ที่ไหนสักแห่งโดยบรรดาผู้บริหารธนาคารไม่รู้

ธนาคารมีแผนการลงทุนที่หลากหลายแต่หน่วยงานที่เป็นฝ่ายสนับสนุนการดำเนินงานและติดตามผลไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง

ที่จาร์กาต้านิคได้พบกับนักบัญชีสาวของแบริ่งส์ที่ชื่อลิซ่า ซิมส์

“นิคไม่ได้เป็นชายหนุ่มที่สะดุดตาผู้หญิงทั่วไปแต่ความประทับใจของฉันจะเริ่มจากความคุ้นเคยที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน

นิคเป็นคนที่สนุกสนานเฮฮา มีมนุษย์สัมพันธ์ดี”

ในความเห็นของคุณ นิคเป็นคนที่ทะเยอทะยานแค่ไหน

“เขาเป็นคนทะเยอทะยานมาก”

นิคเป็นคนที่มีความมุมานะ และมีความสามารถในการจัดการงานที่ซับซ้อนโดยมุ่งหวังผลสำเร็จสูงสุด

ในเดือนมีนาคม 1992 นิคและลิซ่าก็ได้แต่งงานกัน

ก่อนแต่งงานสิบวัน นิคได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ค้าหลักทรัพย์ตามที่เขาใฝ่ฝัน

แบริ่งส์มอบหมายให้นิคดูแลตลาดอนุพันธ์ซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้าที่สิงคโปร์

นิคเกลี้ยกล่อมให้ลิซ่าลาออกจากงานไปอยู่ด้วยกันที่สิงคโปร์

ลิซ่าตอบตกลง

“ฉันอยากจะใช้ชีวิตกับนิค ซื้อบ้านเล็กๆสักหลัง มีรถขับ มีลูกสักสองสามคน และมีความสุขอยู่อย่างไม่ขัดสน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

ฉันคิดว่านิคต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน”

นิคเริ่มงานนักค้าหลักทรัพย์ในสายงานที่น่าตื่นเต้นที่สุดในธุรกิจหลักทรัพย์นั่นคือ การค้าในตลาดอนุพันธ์ซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้า

ที่ทำงานของนิคอยู่ที่ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์หรือไซเม็กซ์

งานหลักของนิคคือการซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้าซึ่งก็คือการคาดคะเนทิศทางของตลาดหลักทรัพย์

นิคทำการซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้าในตลาดนิคเคอิแห่งประเทศญี่ปุ่นโดยรับคำสั่งซื้อขายจากสำนักงานใหญ่ของธนาคารและลูกค้า

ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์เคลื่อนไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ก็จะได้กำไรหรือถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้ามก็จะประสบกับภาวะขาดทุน


“นิคเป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่น เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ดูเป็นคนขี้ตื่นเต้นอ่อนไหวง่าย แต่นิคดูสงบเยือกเย็น

อย่างเวลาที่เขาพูดโทรศัพท์รายงานตัวเลขความเคลื่อนไหวของตลาดเมื่อได้รับคำสั่งซื้อขาย นิคก็จะถ่ายทอดคำสั่งโดยตะโกนสั่งเสมียนที่รับคำสั่งซึ่งกุลีกุจอกรอกคำสั่งซื้อขาย

นิคจะสั่งซื้อขายเป็นล็อตใหญ่ๆ ที่ละหลายร้อยล็อต”

นิคดูสงบนิ่งท่ามกลางความวุ่นวายในห้องค้า

“งานที่ผมทำเป็นงานหนักหนาสาหัสภายใต้ความกดดัน ผมชอบสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง

อาจเป็นเพราะมันตื่นเต้นเร้าใจ”

ความกดดันของงานนี้คือนักค้าจะต้องคาดการณ์ทิศทางตลาดได้อย่างถูกต้อง

โดยมีเครื่องมือหลักๆ คือคอมพิวเตอร์หลายๆ จอที่รายงานสถานการณ์ข่าวสารจากทั่วโลก

ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหูตาของลูกค้า

ปกติเราอ่านพาดหัวข่าว เนื้อข่าวแล้วดูว่าข่าวเหล่านี้มีผลกระทบอย่างไรกับตลาด

สถานการณ์อย่างเช่น สงคราม การลอบสังหารผู้นำประเทศ หรือภัยธรรมชาติ วาตภัย แผ่นดินไหวซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างโอกาส

ตลาดอาจจะมุ่งไปในทิศทางหนึ่งทิศทางใดเมื่อนักค้าส่วนใหญ่คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญภายในสองสามนาทีแรกทุกคนจะรู้สึกสับสน นึกไม่ออกว่าควรจะทำอะไร

นี่เป็นโอกาสทองของนักค้าที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรหรือลดการขาดทุน

ในฤดูร้อนปี 1992 ตลาดทุนแกว่งตัวอย่างรุนแรง ทีมนักค้าหลักทรัพย์ของนิคเริ่มตัดสินใจลงทุนผิดพลาด

“ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากนักค้าที่อ่อนประสบการณ์หรือผู้รับคำสั่งค้าหน้าใหม่

บางทีลูกค้าสั่งให้ขายหนึ่งล็อต ด้วยความตื่นเต้นนักค้ากลับสั่งซื้อแทน

หรือบางทีนักค้าใช้สัญญาณมือในการสั่งซื้อขายก็อาจทำให้เกิดผิดพลาดได้เช่นสั่งซื้อหนึ่งล็อตอาจได้สิบเอ็ดล็อตซึ่งต้องขายทิ้งในราคาที่ต่ำกว่าทุน

ปัญหาคือเวลาเกิดความผิดพลาดจนขาดทุนไปแล้ว คุณจะมีความสามารถได้ทุนคืนมาหรือไม่

บางทีดัชนีตลาดขึ้นถึงหนึ่งพันจุดในเวลาเพียงสี่ห้าวัน

ถ้าคุณสั่งซื้อขายห้าร้อยรายการในช่วงเวลาดังกล่าวเงินได้เสียอาจสูงถึงห้าแสนดอลลาร์ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก

นักค้าหรือพนักงานรับคำสั่งค้าที่ทำงานผิดพลาดก็จะลนลานไปหานิคที่ยังคงดูสงบเยือกเย็น

นิคก็จะปลอบว่าไม่เป็นไรเขาจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้

บางทีถ้าเกิดความผิดพลาดในตอนเย็นวันศุกร์ผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก

ตามกฎบริษัทนักค้าจะต้องแจ้งผลขาดทุนในการค้าหลักทรัพย์ในตลาดอนุพันธ์กับสำนักงานใหญ่

แต่นิคปกปิดความผิดพลาดเพราะเขาไม่ต้องการกลับไปทำงานตำแหน่งต๊อกต๋อยเดิม

นิคเริ่มซ่อนผลขาดทุนในโปรแกรมบัญชีคอมพิวเตอร์ที่เขาเรียกว่าบัญชีหมายเลข 58

ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของสำนักงานใหญ่ที่ลอนดอนไม่สามารถล่วงรู้ได้

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือเมื่อถึงเวลาที่จะต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน

การค้าหลักทรัพย์ล่วงหน้าจะมีการจ่ายเงินเพียงบางส่วนของมูลค่าหุ้น

วิธีเดียวที่จะได้เงินมาชำระค่าหุ้นคือต้องขอให้สำนักงานใหญ่ส่งเงินมาให้

นิคลองเสี่ยงด้วยการโกหกว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการชำระค่าหุ้นของลูกค้าธนาคารซึ่งไม่มีตัวตน เป็นการโกหกอย่างโจ่งแจ้ง

ครั้งแรกที่ทำผมไม่คาดว่าจะเอาตัวรอดได้ ผมควรจะถูกจับได้ในเวลาวันสองวัน

แต่หลังจากผ่านไปสองวันผมเริ่มย่ามใจ ถ้าเรื่องแบบนี้ไม่ถูกตรวจพบในเวลาสองวันผมก็คิดว่าต่อให้ผ่านไปสองร้อยวัน ห้าร้อยวัน หรือหนึ่งพันโอกาสที่จะมีคนจับโกหกได้ก็ยิ่งน้อยลง

ผมเริ่มมั่นใจว่าจะสามารถปกปิดความผิดได้ตลอดไปมันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ทางสำนักงานใหญ่ยังคงส่งเงินมาให้ชำระค่าหุ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่มีใครสังเกตว่าไม่มีการโอนเงินจากบัญชีลูกค้าเข้าบัญชีรับของธนาคารเลย

นิคได้ค้นพบช่องโหว่ของระบบและปกปิดความผิดพลาดต่อไป

ในขณะเดียวกันก็พยายามแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยตัวเองเพื่อพยายามหาเงินมาคืนบริษัทโดยไม่มีใครรู้

ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในจุดอ่อนหลายๆ ข้อของธนาคารที่กำลังล่มสลาย

บริษัทหลักทรัพย์แบริ่งส์กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต

ในฤดูร้อนปี 1992 บริษัทมีผลประกอบการขาดทุน 39 ล้านปอนด์ ธนาคารแบริ่งส์จึงส่งนักการธนาคารมืออาชีพที่ชื่อปีเตอร์ นอร์ริสเข้ามาตรวจสอบ

“คุณรู้สึกอย่างไรกับสภาพบริษัทที่ไร้การควบคุมดูแลที่ดี”

“ผมรู้สึกตกใจมากเพราะผมคิดว่าบริษัทนี้ไม่ควรถูกปล่อยปละละเลยจนถึงขั้นนี้

นี่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

ปีเตอร์เป็นนักการธนาคารที่เชี่ยวชาญด้านวาณิชธนกิจที่ยึดมั่นในการกำกับดูแลที่ดีและการทำบัญชีบริษัทที่ตรวจสอบได้

ส่วนวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทหลักทรัพย์แบริ่งส์เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ตกทอดมาจากยุค 1980 ที่ถือคติว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา

โดยมองว่าการกำกับดูแลที่ดีเป็นอุปสรรคตัวถ่วงในการทำงาน

ในที่สุดนิค ลีสันก็ได้ตระหนักว่าระบบการทำงานแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความยุ่งยากที่จะตามมา

นี่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อว่าการประกอบธุรกิจจะมีความคล่องตัวมากกว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานอย่างไม่เป็นทางการ

“ผมคิดว่านี่เป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่

งั้นก็แสดงว่านิค ลีสันก็ไม่ได้คิดผิดไปเสียทั้งหมด

ก็ไม่ผิดทั้งหมด

ธนาคารแบริ่งส์ตัดสินใจส่งทีมบริหารใหม่ที่นำโดยปีเตอร์ นอร์ริสเข้าบริหารบริษัทหลักทรัพย์แบริ่งส์โดยตรง

โดยผู้บริหารชุดเดิมถูกปรับพ้นจากตำแหน่ง

ปีเตอร์เริ่มชำระบัญชีบริษัทและควบคุมการเงินอย่างเข้มงวด

ปีเตอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารสูงสุดเพื่อกอบกู้สถานการณ์ให้บริษัทรอดพ้นจากการล้มละลาย

“ถ้าการขาดทุนของบริษัทดำเนินต่อไปในระดับที่เป็นอยู่ บริษัทจะขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถหาเงินทุนมาประกอบธุรกิจต่อไปได้ บริษัทอาจจะล้มละลาย

อย่างนี้ถือเป็นว่าสถานการณ์ที่น่าตกใจหรือไม่

ผมคิดว่าค่อนข้างน่าตกใจ”

แต่ผลประกอบการขาดทุนของบริษัทร้ายแรงกว่าที่ปีเตอร์คิดไว้มาก

ความฉ้อฉลได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ตลอดปี 1992 ทิศทางของตลาดอนุพันธ์ไม่เป็นไปตามที่นิคคาดการณ์ไว้

การขาดทุนสะสมในบัญชีหมายเลข 58 เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

โดยมียอดขาดทุนสูงถึง 4 ล้านปอนด์

เป็นความเสียหายยิ่งใหญ่ ขาดทุนเพิ่มขึ้นทุกวัน

“ผมพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ ผมถึงกับนอนไม่หลับ”

แต่นิคยังคงปกปิดความผิด นิคตัดสินใจใช้กลยุทธ์ของนักพนันโดยการเพิ่มวงเงินเดิมพันโดยลักลอบซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้านับร้อยรายการ

เป็นการตัดสินใจที่อันตรายและละเมิดกฎเกณฑ์ของบริษัทอย่างร้ายแรง แต่นิคคิดแต่ว่าถ้าเขาคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ถูกต้องเขาจะสามารถทำกำไรมหาศาล จนสามารถนำมาหักกลบลบหนี้ที่ก่อไว้ได้ทั้งหมด

“ผมไม่มีทางเลือกนอกจากเดินหน้าต่อไป พยายามหาเงินมาล้างหนี้ที่ก่อไว้

จริงอยู่ผมทำงานให้ธนาคารแบริ่งส์สูญเสียเงินเป็นจำนวนมากแต่ผมยังเชื่อว่าผมจะหาเงินมาชดใช้ให้ได้

ผมพยายามเรียกความเชื่อมั่นในตัวเองกลับมา

ผมทำสำเร็จด้วยความเชื่อมั่น”

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1993 ทิศทางตลาดเริ่มเป็นไปตามที่นิคคาดการณ์ไว้

นิคทำกำไรได้วันละหลายแสนปอนด์

ภายในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนิคก็ได้ล้างหนี้สะสมจนหมด

“นี่เป็นความสำเร็จที่ทำให้พวกเราโล่งอก

ทีมของเราฉลองกันยกใหญ่ เรากินดื่ม ปิ้งบาร์บีคิว เล่นเกมแผลงๆ ดื่มเหล้าจนเมามาย
เหมือนฝันร้ายได้ผ่านพ้นไป”

“มีเพื่อนฝูงอยู่มากมาย เรานั่งกันอยู่ที่ระเบียง นิคบอกฉันว่าที่ผ่านมาเขาเครียดจากการทำให้บริษัทขาดทุนจำนวนมาก แต่ในที่สุดก็ล้างการขาดทุนดังกล่าวได้หมด ทุกอย่างเรียบร้อยดี

ฉันถามว่าขาดทุนไปเท่าไหร่ นิคบอกว่าประมาณหนึ่งล้านปอนด์”

“ผมบอกลิซ่าว่าเรามีปัญหา แต่แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ผมแค่บอกตัวเลขคร่าวๆ ว่าเป็นเงินประมาณล้านปอนด์

แต่ฉันมาทราบภายหลังโดยอ่านเจอในหนังสือที่นิคเขียนว่าในขณะนั้นเขาทำบริษัทขาดทุนถึงหกล้านปอนด์

ถ้านิคบอกความจริงว่าเขาทำขาดทุนหกล้านปอนด์ฉันคงเป็นลมสลบไปแล้วลุกมาอาละวาดใส่เขา

แค่รู้ว่านิคทำขาดทุนหนึ่งล้านปอนด์ก็ยังทำให้ฉันสติแตก

ฉันบอกนิคว่าเราต้องนึกถังอนาคตของเราสองคนมากกว่าความพยายามปกป้องเพื่อนร่วมงาน

แต่นิคก็ยังไม่เลิก

พอถึงวันจันทร์นิคก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก”

ทำไมนิคถึงทำอย่างนั้น

“ฉันคิดว่าเขาไม่ต้องการถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่ล้มเหลวในการงาน

แน่นอนว่าทุกคนอยากประสบความสำเร็จ นิคคงคิดว่าเขาเคยเจอปัญหานี้มาก่อนและสามารถแก้ปัญหาได้ คงไม่เป็นไร

แต่นิคก็กลับไปเป็นอย่างเดิม ฉันไม่รู้ว่าทำไม ฉันก็อยากจะถามนิคเหมือนกัน”

คุณผ่านพ้นภาวะวิกฤตหรือที่คุณเรียกว่าเป็นฝันร้ายเป็นเวลาเก้าเดือนติดต่อกันแต่คุณก็กลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงอีกเพราะอะไร

ผมไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาที่จะมาวิเคราะห์สภาพจิตใจของตนเอง ผมได้แค่กลัวว่าผมทำให้คนอื่นผิดหวังในตัวผม”

นิคเริ่มใช้กลวิธีฉ้อฉลอีก

คราวนี้ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องความผิดพลาดของเพื่อนร่วมงาน แต่เป็นการกระทำที่จงใจเพราะความโลภของตนเอง

นิคเริ่มใช้บัญชีลับในการซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้า โดยชักชวนลูกค้าให้ซื้อหุ้นที่นิคอ้างว่ามีโอกาสเพิ่มมูลค่าสูงในราคาที่ต่ำเกินจริง

จากนั้นผลขาดทุนจะถูกโอนเข้าบัญชีลับ

นิคได้ค้นพบวิธีสร้างภาพให้ตัวเองดูเหมือนเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิต

เขากลายเป็นนักค้าหุ้นที่เก่งฉกาจอย่างที่เขาอยากเป็นมาตลอด

ไม่มีใครรู้ว่านี่เป็นสิ่งจอมปลอม ในขณะที่บัญชีหมายเลขที่ 58 ยังคงมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง นิคก็ยังซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้าโดยผ่านบัญชีนี้ต่อไป

หารู้ไม่ว่า...

“คำพูดของผมเป็นคำมั่นสัญญาที่มีผลในทางปฏิบัติ” นี่เป็นหลักการที่มหานครลอนดอนยึดมั่นเป็นหลักปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน

ผู้คนทั่วโลกเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต การประกอบธุรกิจที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ตลอดจนความเป็นมืออาชีพ

ในเดือนกันยายน 1993 ปีเตอร์ แบริ่งส์ประธานธนาคารแบริ่งส์เข้าพบผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษเพื่อแจ้งให้ทราบว่าการเข้าควบกิจการบริษัทหลักทรัพย์แบริ่งส์ดำเนินไปอย่างราบรื่น การฟื้นฟูกิจการมีความคืบหน้าและผลประกอบการเติบโตอย่างรวดเร็ว

“เรามีข้อสรุปว่าการแสวงหาผลกำไรจากธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ยากอย่างที่คิด”

เมื่อนักการธนาคารมืออาชีพอย่างปีเตอร์ นอร์ริสเข้าบริหารหลักทรัพย์แบริ่งส์ นักค้าหลักทรัพย์ของธนาคารแบริ่งส์ที่ชื่อรอน เบเกอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมค้าหลักทรัพย์ของบริษัท

ถึงแม้ว่านิคจะไม่ได้เป็นลูกทีมของรอน เบเกอร์แต่นิคก็มีส่วนช่วยให้ผลประกอบธุรกิจหลักทรัพย์มีกำไรเติบโต

รอน เบเกอร์รู้สึกแปลกใจในผลงานของนิคที่สร้างกำไรมากมาย

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงคืออาจจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลที่อาจจะทำให้เราแปลกใจในภายหลัง เมื่อเรามีผลประกอบการที่ดี มีกำไรสูง เราควรฉุกใจคิดว่าอะไรคือปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้เกิดผลกำไรมากมาย นิคเป็นนักค้าหลักทรัพย์อยู่ก่อนที่ผมจะมารับตำแหน่ง”

“คุณรู้สึกไหมว่านิคเป็นคนที่มีบุคลิกซับซ้อน”

“แน่นอน ไม่ว่าใครที่รู้จักนิคจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีบุคลิกที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นคนที่เก็บกดความรู้สึกลึกๆบางอย่าง ที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นในการสนทนาตามปกติ เขาดูเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยแต่มีความทะเยอทะยานสูง ”

แต่รอนไม่รู้ว่าในขณะนั้นนิคกำลังซุกซ่อนผลขาดทุนสูงถึง 94 ล้านปอนด์

ตลอดปี 1993 สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายส่งผลในเชิงลบต่อการค้าหลักทรัพย์ของนิค

เขายิ่งโหมลงทุนเพิ่มเพื่อหวังเอาทุนคืน แต่คราวนี้โชคไม่เข้าข้างนิค

ในบางวันเขาขาดทุนเป็นจำนวนกว่าหนึ่งล้านปอนด์

“ผมไม่สามารถควบคุมอะไรได้

ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แกว่งตัวมากขึ้น ในขณะเดียวกันความสามารถในการยอมรับผลขาดทุนของผมก็สูงขึ้นควบคู่ไปกับการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างส่งผลกระทบเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

“ผมคิดว่าเราต้องตรวจสอบการทำงานของนิค นิคดูเหมือนคนที่ไม่มีความพร้อมทางด้านวัยวุฒิที่ยังสับสนกับบทบาทหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไป”

“คุณคิดว่าเขาปกปิดความลับบางอย่างจากคุณหรือเปล่า”

“ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเพียงแต่คิดว่าเขาอาจต้องการคำแนะนำจากผู้บังคับบัญชา ในการปรับตัวกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป”

นอกจากนี้นิคก็ยังทำตัวผิดสังเกตในสายตาของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการโอนเงินมาให้

เมื่อเกิดผลขาดทุนเพิ่มมากขึ้นนิคโกหกโดยบอกว่าเขาทำการซื้อขายหลักทรัพย์ตามคำสั่งลูกค้าและเงินที่โอนให้มาก็เป็นการเบิกจ่ายล่วงหน้าสำหรับลูกค้า แต่พนักงานผู้นี้ก็สังเกตเห็นว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เพราะลูกค้าที่นิคพูดถึงไม่เคยจ่ายเงินคืนบริษัทเลย

เป็นครั้งแรกที่มีการสั่งให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในบริษัท

ผู้ตรวจสอบภายในรายงานสภาพปัญหาที่แท้จริงต่อผู้อำนวยการตรวจสอบบัญชีของธนาคารแบริ่งส์

ในเดือนกรกฎาคมผู้อำนวยการตรวจสอบบัญชีเดินทางไปสิงคโปร์ด้วยตัวเองขณะนั้นบัญชีหมายเลข 58 มีผลขาดทุนสะสมมากกว่า 100 ล้านปอนด์

“ตามที่ผมคาดไว้ในที่สุดความจริงก็ต้องถูกเปิดเผย การตรวจสอบบัญชีก็คือการค้นหาความจริงโดยการตรวจสอบเปรียบเทียบเอกสารทางการเงิน ในที่สุดเอกสารเหล่านี้ก็จะนำไปสู่บัญชีลับหมายเลข 58

แต่ผมรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดเมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีมาถึงโดยที่พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบความมีอยู่จริงของเอกสารทางการเงินหรือรายงานผลประกอบการเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ผมไม่ถือว่านี่เป็นการตรวจสอบบัญชีในความหมายที่แท้จริง”

“นิคบอกว่าเขาแน่ใจว่าการตรวจสอบบัญชีจะต้องนำไปสู่การค้นพบพฤติกรรมที่ฉ้อฉลของเขา ทั้งยังบอกว่าความผิดของเขาเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ไม่อยาก”

“ผมก็ว่าอย่างนั้น”

“นิคพยายามบอกว่าสถานการณ์ของเขาเป็นเหมือนกับการตกกระไดพลอยโจน คุณมีความเห็นอย่างไร”

“ผมไม่คิดว่าอย่างนั้น ความเห็นของผมหรือการคาดการณ์ของผมก็คือนิคได้ทำการฉ้อฉลอย่างจงใจ สิ่งที่เกิดขึ้นและที่การกระทำดังกล่าวไม่ถูกค้นพบ จนได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เป็นเพราะว่านิคพยายามทุกวิถีทางที่จะปกปิดความผิดในระหว่างการตรวจสอบภายในครั้งนั้น”

“ผมยังไม่หายงงอยู่ดี แต่มาคิดดูอีกทีถ้าคุณรู้จักคนที่แบริ่งส์ดีพอ คุณจะรู้ว่ามีแต่คนที่งี่เง่าเต็มไปหมด ที่ผมพูดอย่างนี้อาจเป็นเพราะว่าผมสามารถมองย้อนเวลากลับไปในขณะที่คนอื่นๆ อาจจะมองไม่ออก”

ผู้ตรวจสอบบัญชีเขียนรายงานขึ้นมาฉบับหนึ่งในภายหลัง ในรายงานดังกล่าวพวกเขาจะพูดยังไงก็ได้ ในขณะที่ผมไม่มีโอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาว่าผมพยายามปกปิดความผิด

แต่ทีมผู้ตรวจสอบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาโง่มาก ที่ไม่สามารถตรวจพบการกระทำผิดของผม

“ผมคิดว่านิคเป็นคนฉลาดแกมโกงและมีความสามารถพิเศษในการหลอกใช้ผู้คนรอบข้าง นิคเป็นเหมือนเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรง บ่อนทำลายคนที่ได้รับเชื้อเข้าไป เขาเป็นตัวป่วนที่ทำให้เกิดความหายนะ”

ผู้ตรวจบัญชีรายงานกลับไปที่สำนักงานใหญ่ชื่นชมความเก่งกาจของนิค แต่ก็เป็นห่วงในบทบาทของเขาที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะนักค้าหลักทรัพย์ควบคู่ไปกับงานด้านบัญชีบริษัท

แต่ผู้ตรวจสอบบัญชีกลับมองไม่เห็นหลักฐานความผิดของนิคที่ตำตา นั่นคือเงินที่โอนไปให้นิคแทบทุกวันโดยที่บริษัทเบิกจ่ายให้ก่อนแก่ลูกค้าที่ไม่มีตัวตน ที่ไม่เคยชำระเงินคืนเลย

“สรุปว่าเป็นความผิดของผู้ตรวจบัญชีหรือเป็นเพราะนิคพยายามปกปิดความผิดกันแน่”

“ผมว่าเป็นความผิดของผู้ตรวจสอบบัญชี

นิคอาจเป็นเหลี่ยมจัดที่พยายามปกปิดความทุกวิถีทางแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นเพราะงานก็คืองานและพวกเขาควรทำได้ดีกว่านี้

ดูเหมือนว่าผู้ตรวจสอบบัญชีเองก็มีความคิดผิดๆ ที่ว่าผลประกอบการที่ดีบางทีก็เกิดจากการควบคุมทางการเงินที่ไม่เคร่งครัดจนเกินไป

อีกประการหนึ่งผู้ตรวจสอบอาจมองว่าบริษัทหลักทรัพย์ควรใช้มาตรฐานที่แตกต่างจากธนาคารวาณิชธนกิจที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

พวกเขาอาจคิดว่าเพื่อให้การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์มีผลกำไรสูงสุดบริษัทหลักทรัพย์ควรมีโอกาสได้ใช้กลยุทธ์วิธีการที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า

ผู้ตรวจสอบได้ละเลยหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดโดยเห็นแก่ผลกำไร นี่เป็นการหลงผิดที่ร้ายแรง

นักการธนาคารมืออาชีพที่ผันตัวเองเข้ามาสู่ธุรกิจหลักทรัพย์ ได้พบว่าตนเองไม่ค้นเคยกับวิธีการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็พอใจกับเงินเดือนและผลตอบแทนที่สูงกว่าสมัยที่พวกเขาทำงานด้านวาณิชธนกิจอย่างเทียบกันไม่ได้

แต่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ทำกำไรได้มากกว่าธนาคารวาณิชธนกิจ ก็คือการใช้กฎเกณฑ์ที่หละหลวมและการไม่ลังเลที่จะใช้สารพัดกลโกงกับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่นิค ลีสันคุ้นเคยเป็นอย่างดี

นี่เป็นวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดโอกาสให้บริษัทหลักทรัพย์เบียดบังกำไรบางส่วนจากบัญชีการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า

มีเรื่องไม่ชอบพามากลอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะที่แบริ่งส์ที่ใช้ระบบบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เปิดโอกาสให้บริษัทถ่ายโอนผลกำไรบางส่วนของลูกค้าไปเข้าบัญชีบริษัท

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้า ที่หากมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจริงๆ จะพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นตลอดเวลา

ความผิดข้อหาต่างๆ ที่ผมจะถูกฟ้องในศาลที่สิงคโปร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิธีประกอบธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักปฏิบัติของบริษัท

“แล้วใครได้ประโยชน์จากการกระทำเช่นนี้”

“บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจะขโมยเงินลูกค้าจากธุรกรรมทุกประเภท

(เพลง) ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าเงิน เงิน เงิน ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าธนบัตรที่พิมพ์ใหม่ เงิน เงิน เงิน

ผู้คนไขว่คว้าหาเงินตัวเป็นเกลียว แต่นักการธนาคาร สมุห์บัญชี ทำให้เงินสะพัดไปทั่ว ทุกหนแห่ง เงิน เงิน เงิน”

ในสายตาของผู้บังคับบัญชานิค ลีสันเป็นนักค้าหลักทรัพย์ชั้นแนวหน้าที่ใช้ชีวิตหรูหราในสิงคโปร์

ในฤดูใบไม้ร่วง 1994 ผลขาดทุนที่นิคซุกซ่อนไว้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 160 ล้านปอนด์

นิคติดอยู่ในกับดักที่เขาสร้างขึ้นเอง

วิธีที่จะปกปิดความผิดที่ดีที่สุดคือ นิคต้องสร้างภาพลวงว่าเขากำลังทำกำไรมหาศาลให้กับบริษัท ทั้งที่ในความเป็นจริงเขาสร้างรายได้เพียงน้อยนิด

นิคคิดการใหญ่ด้วยการใช้เงินในบัญชีลับมาซื้อหลักทรัพย์ล่วงหน้าที่ซื้อไว้ในนามลูกค้าที่ไม่มีตัวตนโดยซื้อต่อในราคาสูงลิบลิ่วเพื่อสร้างผลกำไรที่เป็นเท็จจำนวนมหาศาล

ส่งผลให้ผลขาดทุนสะสมในบัญชีลับเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

นี่เป็นวงจรอุบาทว์

ยิ่งนิคทำสิ่งที่ไร้เหตุผลที่ทำให้เสียเงินในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาต้องใช้กลวิธีฉ้อฉลที่พิสดารมากขึ้นเพื่อปกปิดความสูญเสีย

ตราบใดที่นิคยังคงได้รับเงินที่โอนจากสำนักงานใหญ่ ผลขาดทุนมหาศาลกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายสำหรับเขา

เพราะในโลกแห่งความฝันของนิค เขาเป็นนักค้าหลักทรัพย์ดาวรุ่งระดับแนวหน้า

ในปี 1994 ภาพลักษณ์ภายนอก
Thai to English: CMMU Showcase 2014, College of Management, Mahidol University
General field: Social Sciences
Detailed field: Management
Source text - Thai
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
นำเสนอวิชาการความรู้สู่สังคมและธุรกิจ
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดงาน CMMU Showcase ประจำปี พ.ศ. 2557 ในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่าสองร้อยคน ประกอบด้วยคณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษา แขกรับเชิญและผู้สนใจทั่วไป การจัดงานวิชาการครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ผลงานของวิทยาลัยที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของหลักสูตร ความลึกซึ้งขององค์ความรู้ ตลอดจนความหลากหลายในความสนใจของนักศึกษา
สำหรับการจัดงานวิชาการในครั้งนี้ ได้มีการเตรียมงานอย่างดี โดยมีการนำเสนอวิทยากรจากแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำ ที่ได้นำเสนอความคิดเห็นที่เฉียบแหลม ตลอดจนมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชียวชาญในหัวข้อที่เกี่ยวกับการวางแผนในเชิงยุทธศาสตร์และการบริหารธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่ดีเด่นของศิษย์เก่าและงานศึกษาวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทในประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ
การแบ่งปันความรู้คือบริการสังคม
รศ. ดร. อรรณพ ตันละมัย คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานในการเปิดงานกล่าวว่า งานวิชาการ CMMU Showcase นี้สอดคล้องกับปณิธานในการก่อตั้งวิทยาลัยการจัดการ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล สมดังพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่มหาวิทยาลัยยึดถือเป็นหลักปรัชญาว่า “ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ”
“วัตถุประสงค์ของการจัดงาน CMMU Showcase ก็เพื่อเผยแพร่ความรู้ นำเสนอผลงานของนักศึกษาปริญญาโทของเราสู่สังคมภายนอก” เป็นการเชื่อมโยงวิทยาลัยการจัดการกับธุรกิจ และสาธารณชน และจุดประกายความคิด แบ่งปันความรู้กับสังคม โดยความรู้นี้อยู่ในรูปของงานศึกษาวิจัย โครงการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ วิทยานิพนธ์ ซึ่งมีจำนวนถึงกว่า 500 ชิ้นต่อปี



จุดเปลี่ยนธุรกิจดนตรีในยุคสื่อดิจิตอล
งาน CMMU Showcase เปิดประเด็นด้วยการเสวนาของผู้นำธุรกิจดนตรีและสื่อบันเทิงในหัวข้อ อนาคตของการจัดการธุรกิจสื่อดนตรี ซึ่งได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมชมงาน เมื่อคุณศุภชัย นิลวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และคุณพรทิพย์ กองชุนหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Google และ Youtube ประเทศไทย ปรากฏตัวบนเวที ก็เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ร่วมชมงานมีความกระตือรือร้นที่จะได้ฟังมืออาชีพจากบริษัทชั้นแนวหน้า มาบอกเล่าประสบการณ์ธุรกิจที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วไป โดยคุณศุภชัยเริ่มต้นด้วยการพูดถึงประสบการณ์ในอดีตเมื่อผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิตอลต่อธุรกิจอุตสาหกรรมดนตรีได้ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต โจทย์ทางธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้บริโภคจะหยุดซื้อเทปหรือซีดีเพลงหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่าจะหยุดซื้อเมื่อใด จนในที่สุดผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดก็ได้เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครแปลกใจแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะว่าสัญญาณอันตรายได้เริ่มปรากฏขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยในช่วงหลายปีก่อนหน้าจนถึง พ.ศ. 2548 ผู้บริโภคก็ได้เริ่มหันไปให้ความนิยมสื่อดนตรีในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลที่สามารถดาวน์โหลดและแชร์กันบนอินเตอร์เน็ต ที่สามารถค้นพบและเลือกหาดาวน์โหลดคอนเทนต์ที่หลากหลาย มากกว่าที่จะออกไปซื้อเพลงที่บรรจุในเทปคาสเซทหรือซีดี ที่ร้านขายเทปและแผ่นซีดี
Disruptive Innovation
ความรู้สึกขมขื่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณศุภชัยเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยของอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทยเมื่อนวัตกรรมสื่อดิจิทัลที่นำมาซึ่งภาวะวิกฤต และความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภค เมื่อกฎเกณฑ์เปลี่ยน ผู้บริโภคไม่มีความจำเป็นต้องรอให้บริษัทแผ่นเสียงและศิลปินทำการผลิตผลงาน จากนั้นก็ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก แล้วจึงส่งผลงานเพลงออกจำหน่ายในรูปแบบซีดีและคาสเซท ทั้งนี้เป็นเพราะว่าบริการของบริษัทอย่างเช่น Google และ YouTube ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถค้นพบ เข้าถึง และบริโภคสื่อดนตรีและสื่อบันเทิงในรูปแบบไฟล์เสียง ไฟล์วิดีโอเข้ารหัสดิจิทัล บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อประเภทอื่นๆ นอกเหนือไปจากช่องทางปกติเช่นทางวิทยุ หรือโทรทัศน์
ทบทวนรูปแบบการทำธุรกิจ
“อาร์เอสได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจอย่างสิ้นเชิง” คุณศุภชัยกล่าวว่าอาร์เอส ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทด้านสื่อบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ โดยประกอบด้วยธุรกิจดนตรี ธุรกิจ สื่อบันเทิงและธุรกิจมีเดียที่ป้อนคอนเทนต์ให้กับสื่อโทรทัศน์ในช่องดิจิทัล ดาวเทียม และเคเบิ้ล และวิทยุ รวมถึงช่องทางออนไลน์
พันธมิตรธุรกิจที่มีแต่ได้กับได้
แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจแล้วก็ตาม อาร์เอสยังคงมองว่า YouTube เป็นภัยคุกคามขั้นสูงสุดต่ออนาคตทางธุรกิจ แต่มุมมองด้านลบดังกล่าวก็เปลี่ยนไปเมื่อ YouTube ประเทศไทยได้นำเสนอโครงการ YouTube Partner Program ในประเทศไทย โดยคุณพรทิพย์จาก YouTube กล่าวว่า YouTube ได้เสนอตัวเองเข้ามาเป็นพันธมิตรธุรกิจกับผู้ผลิตคอนเทนต์ตั้งแต่ระดับยักษ์ใหญ่จากอาร์เอส ไปจนถึงผู้ผลิตรายย่อยที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรร ผู้ผลิตคอนเทนต์จะพบว่านโยบายการแบ่งรายได้อย่างโปร่งใสของ YouTube เป็นนโยบายที่ดีซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตคอนเทนต์เหล่านี้สามารถจะแปลงทรัพย์สินทางปัญญาอันประกอบไปด้วย ความรู้ ทักษะและความสามารถพิเศษให้เป็นเม็ดเงิน Youtube Partner Program ถือเป็นการสร้างเครือข่ายมูลค่าทางธุรกิจใหม่ วิดีโอบน YouTube ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจำนวนมากในปัจจุบันได้มีโฆษณาที่ปรากฏให้เห็นก่อนการรับชม ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกที่จะไม่รับชมโดยข้ามไปดูคอนเทนต์ได้เลย โดยผู้ที่ลงโฆษณาจะจ่ายค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อผู้บริโภคเลือกที่จะชมโฆษณาดังกล่าว
“ถ้าไม่มีโฆษณาผู้ผลิตคอนเทนต์ก็จะไม่ผลิตคอนเทนต์ที่มีความคิดสร้างสรร ผู้บริโภคก็จะไม่ได้รับชมคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ” คุณพรทิพย์กล่าว
บทเรียนธุรกิจ
คุณศุภชัยมีความเห็นสอดคล้องกับแนวคิดของคุณพรทิพย์ภายใต้รูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ อาร์เอส สร้างรายได้จากการขายเทปคาสเสท ซีดีและดิจิตอลไฟล์น้อยลงจากผลงานของศิลปินทุกคนที่อยู่ในสังกัด แต่รายได้ที่ลดลงนั้นก็ได้รับการชดเชยด้วยรายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาบน YouTube รายได้จากการปรากฏตัวของศิลปินในงานต่างๆ หรือการโฆษณาโดยใช้ศิลปินในสังกัดเป็นพรีเซนเตอร์ รวมถึงรายได้ในฐานะผู้ผลิตคอนเทนต์ป้อนให้กับสถานีโทรทัศน์
การเสวนาให้คำตอบที่กระจ่างแจ้งเกียวกับอนาคตของธุรกิจอุตสาหกรรมดนตรี และสร้างความสนุกสนานแก่ผู้เข้าฟังอย่างทั่วหน้า ลำดับต่อไปเป็นการนำเสนอผลงานของนักศึกษาจำนวนกว่า 20 ชิ้น โดยเป็นงานดีเด่นที่ผ่านการคัดกรองว่ามีความโดดเด่นในหัวข้อ ประเด็นที่น่าสนใจ อันประกอบไปด้วยรายงาน บทความวิชาการ รวมถึงข้อเสนอแนะในโครงการให้คำแนะนำด้านธุรกิจ ซึ่งผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความคิดสร้างสรร ที่มีศักยภาพความพร้อมที่จะเป็นผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการในวันข้างหน้า
มุมมองผู้ประกอบการระดับโลก
“ผู้ประกอบการระดับโลก กรณีศึกษาของ Lei Jun และบริษัท Xiaomi Tech” เป็นผลงานของนักศึกษาที่ได้วิเคราะห์กรณีที่บริษัท Xiaomi Tech ซึ่งได้ก่อตั้งมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว สามารถล้มยักษ์ผู้ผลิตมือถือแบรนด์ซัมซุงจนกลายเป็นแบรนด์มือถือที่ขายดีที่สุดในประเทศจีน ผู้ประกอบการชาวจีนรายนี้มีแรงผลักดันมาจากความมุมานะพยายามที่จะนำเสนอสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูงระดับ ไฮเอนด์ ในราคาที่จับต้องได้ โดยนาย Lei Jun ได้ฉกฉวยโอกาสจากช่องว่างที่เกิดขึ้นในระบบปฏิบัติการมือถือ Android เมื่อ Google ถอนตัวออกจากตลาด แอพในโทรศัพท์มือถือในประเทศจีนโดยได้เสาะหาแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยบริษัทผู้พัฒนาสัญชาติจีนมาแทนที่แอพอย่าง Google รวมถึงแอพพลิเคชั่นของบริษัทอื่นที่มีข้อตกลงจ่ายค่าตอบแทนแก่บริษัท Xiaomi Tech เพื่อแลกเปลี่ยนกับการบรรจุแอพพลิเคชั่นลงบนผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน Xiaomi ที่วางจำหน่ายในประเทศจีน โดยรายได้ส่วนนี้จะมาทดแทนรายได้จากการจำหน่ายสมาร์ทโฟนแต่ละเครื่องที่มีมาร์จิ้นค่อนข้างต่ำ
นอกจาก บริษัท Xiaomi Tech ก็ยังใช้กลยุทธ์การตลาดนอกรูปแบบในการสร้างฐานกลุ่มลูกค้าที่มีความภักดีกับแบรนด์ รวมถึงการสร้างกระแส ในเชิงการตลาดที่ดึงดูดความสนใจอย่างเช่น การใช้แคมเปญการรับจองซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในแต่ละล็อตการผลิตที่สามารถจำหน่ายได้หมดภายในเวลาไม่กี่นาที


เจาะลึกธุรกิจร้านแต่งผม
รูปแบบการดำเนินธุรกิจร้านแต่งผมที่ประสบความสำเร็จ เป็นกรณีศึกษาที่จัดทำโดยนักศึกษากลุ่มหนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะหาปัจจัยบ่งชี้ที่สำคัญซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของธุรกิจร้านแต่งผม นักศึกษากลุ่มนี้เลือกใช้กรอบวิเคราะห์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Grounded Theory เริ่มต้นด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การกำหนดคำหลัก (Keyword) ที่ใช้ในการสร้างการแจกแจงประเภท
ในการศึกษาดังกล่าวตั้งอยู่บนการสัมภาษณ์ผู้จัดการร้านแต่งผม ลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญในการแต่งผม และผู้ประกอบการที่ช่วยในการก่อตั้งธุรกิจแฟรนไชส์ร้านแต่งผม ตลอดจนการสำรวจ รวบรวมข้อมูลจากบทความที่ได้รับการตีพิมพ์จากนิตยสารชั้นนำ ตลอดจนวิดีโอคลิปที่แชร์ผ่านอินเตอร์เน็ต สิ่งที่เกิดขึ้นหรือผลลัพธ์ของการศึกษาคือรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ประกอบด้วยข้อแนะนำเกี่ยวกับการสรรหาบุคลากรที่มีทักษะที่พึงประสงค์ ตลอดจนเครื่องมือในการบริหารและยุทธวิธีในการสร้างแบรนด์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจร้านแต่งผมสามารถนำไปใช้ได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในกิจการดังกล่าว
ฟาร์มสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ ธุรกิจที่ปลอดความเสี่ยง
แผนการดำเนินธุรกิจเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตสมุนไพรที่สามารถลดความเสี่ยงในเรื่องความล้มเหลว แนวโน้มที่น่าสนใจในแวดวงธุรกิจความงาม เครื่องสำอางและอาหารเสริมได้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพต้องการเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรจากเกษตรอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบหลักเพื่อเป็นทางเลือกที่จะใช้ทนแทนสารสังเคราะห์จากการประเมินของอุตสาหกรรมความงาม เครื่องสำอาง อาหารเสริมพบว่ามูลค่าความต้องการสินค้าที่ใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก ทั้งส่วนที่เป็นตลาดภายในและการส่งออกมีมูลค่าสูงถึงสามแสนล้านบาทต่อปี
แผนการดำเนินธุรกิจ Thai Herb House ได้ถูกร่างขึ้นเพื่อที่จะฉกฉวยโอกาสในการสร้างธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราการเติบโตอย่างสูงของอุปสงค์สำหรับสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนสู่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรซึ่งยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง วัตถุประสงค์เฉพาะหน้าก็เพื่อจะผลิตสมุนไพรที่ให้ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอางและอาหารเสริม
แผนธุรกิจดังกล่าวฉายภาพให้เห็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการผลิตสมุนไพรอินทรีย์รายใหม่สามารถช่วงชิงความเป็นผู้นำในฐานะผู้ผลิตสมุนไพรเกษตรอินทรีย์คุณภาพสูงภายในเวลาห้าปีโดยใช้นวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าและขั้นตอนการผลิต แผนดังกล่าวมีระบบบริหารความเสี่ยงที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความผันผวนในเรื่องราคาและอุปสงค์ของสมุนไพรโดยใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถขั้นพื้นฐานในฐานะผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในอันที่จะสามารถยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชผักเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณค่าสูงและเก็บเกี่ยวได้เร็วเช่น หน่อไม้ฝรั่ง ฝักข้าวโพดอ่อนเป็นต้น
ก้าวข้ามอุปสรรคทางการค้าในเชิงวัฒนธรรม
“ผลของการศึกษาผลกระทบจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมต่อการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างบริษัทไทยและบริษัทญี่ปุ่นมีจุดเน้นอยู่ที่ความจำเป็นที่จะต้องสร้างความรับรู้เกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหมู่ผู้ค้าชาวไทยและผู้ค้าชาวญี่ปุ่นในบริษัทการค้าของญี่ปุ่นเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคทางการค้าในเชิงวัฒนธรรม และเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน
ความสามารถในการระบุข้อแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมรวมถึงเอกลักษณ์ประจำชาติและอุปนิสัยของผู้คน เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อข้อบ่งชี้ไม่ว่าจะเป็นทางด้านบวกหรือลบที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างผู้ค้าชาวไทยและชาวญี่ปุ่นโดยผู้ศึกษา คุณพัชรา วรวุฒิรังสรรค์ได้ประยุกต์เอาทฤษฎี Cross-Cultural Dimensions ของ Hofstede ในการศึกษา
ถึงแม้ว่าชาวไทยและชาวญี่ปุ่นจะจัดอยู่ในกลุ่มโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่เน้นระบบอาวุโสในแบบฉบับของชาวเอเซียแต่ถึงแม้จะอยู่ในโครงสร้างทางสังคมเดียวกันแต่ก็ยังมีข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นข้อแตกต่างที่เป็นข้อเท็จจริงหรือข้อแตกต่างที่เป็นที่รับรู้กันทั่วไปที่มีความเป็นไปได้ที่จะขัดขวางมากกว่าการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าจากผลการศึกษาดังกล่าวผู้ค้าชาวญี่ปุ่นทั่วไปค่อนข้างจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของหน่วยงานมากกว่าพนักงานชาวไทยในตำแหน่งหน้าที่เดียวกันที่ถูกมองว่าไม่ค่อยมีความภักดีต่อคู่ค้าและขาดทักษะในการสื่อสารที่ชัดเจนและเสมอต้นเสมอปลาย
ข้อแนะนำสำหรับพนักงานชาวไทยที่ทำธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นคือควรจะเสริมสร้างค่านิยมทางด้านวัฒนธรรมของไทยในเชิงบวก เช่น ความเป็นมิตร และทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในขณะเดียวกันก็ควรจะหลีกเลี่ยงที่จะไปตอกย้ำค่านิยมทางวัฒนธรรมในเชิงลบ เช่น แนวโน้มในการสื่อสารที่ผิดพลาด และความไม่เสมอต้นเสมอปลายในความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
การค้าหลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลภายในในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“พฤติกรรมของผู้ค้าหลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลภายในและการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณชน: หลักฐานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” จัดทำโดยนางสาววีรวรรณ เหล่านิรมัยที่ได้รับรางวัลทางวิชาการจากศูนย์วิจัยตลาดทุนในปี 2555 ของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการวิจัยดีเด่น เปิดเผยเบื้องหลังของการกระทำผิดที่กฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ของไทยซึ่งมีภาพลักษณ์ว่าเป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพหรือความโปร่งใสเท่าที่ควร งานศึกษาฉบับดังกล่าวเป็นผลจากการวิจัยอย่างถี่ถ้วนในฐานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระหว่างปี 2543 – 2551 โดยมีข้อมูลของบริษัทมหาชนจำนวน 490 บริษัท ข้อเท็จจริงที่ได้มาบางส่วนก็มีประเด็นที่พอจะคาดเดาได้ บางส่วนที่น่าสนใจและบางส่วนที่เหนือความคาดหมายก็ได้แก่ข้อเท็จจริงที่ว่าระยะเวลาที่ระยะห่างของเวลาที่รัฐบาลออกนโยบายหรือบริษัทตัดสินใจทางธุรกิจที่มีผลเป็นนัยสำคัญต่อการดำเนินงานหรือโอกาสทางธุรกิจในอนาคต กับการเผยแพร่ข่าวสาร ยิ่งระยะห่างมากเท่าใดก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรของบริษัทหรือผู้ค้าที่เป็นบุคคลภายนอกนำข้อมูลภายในไปใช้อย่างฉ้อฉล
ส่วนข้อมูลที่น่าแปลกใจก็ได้แก่ผลการศึกษาที่ว่าระดับตำแหน่งของผู้ที่ใช้ข้อมูลภายในในทางฉ้อฉลภายในองค์กรไม่มีผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อระดับผลตอบแทนที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ยังไม่พบข้อมูลที่แตกต่างอย่างเป็นนัยสำคัญระหว่างผลตอบแทนที่มิชอบไม่ว่าผู้ค้าหลักทรัพย์นั้นจะเป็นพนักงานของบริษัทหรือบุคคลภายนอก อัตราผลตอบแทนไม่แตกต่างกัน
การศึกษาฉบับนี้ก็ยังชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้ข้อมูลภายในของบริษัทเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์อย่างฉ้อฉลมักจะทยอยซื้อหุ้นก่อนที่จะมีการเผยแพร่ข่าวแต่มักจะไม่ขายหลักทรัพย์ ณ จุดที่มีราคาสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีพิรุธ
สัมมนาวิชาการที่ประสบความสำเร็จ
CMMU Showcase จบลงโดยได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบของสหวิทยาการที่เกิดจากการเรียนรู้ที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาโดยใช้โจทย์ที่มีปัญหาเป็นตัวตั้งและนำเสนอข้อยุติหรือการแก้ไขปัญหาที่ตั้งอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงโดยนักศึกษา คณาจารย์และคณะผู้วิจัยของวิทยาลัย
“วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลมีความภูมิใจในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ได้เผยแพร่ความรู้ที่ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและสามารถนำไปใช้ได้จริง รศ.ดร.ณัฐสิทธิ เกิดศรีรองคณบดีวิทยาลัยการจัดการกล่าว
Translation - English
CMMU Showcase 2014: Sharing Knowledge for Greater Public Good
The College of Management, Mahidol University held the 2014 CMMU Showcase at its campus in Bangkok on Sunday, September 21, 2014. More than 200 alumni, faculty members, students and invited guests were in attendance at the event that underlines the CMMU’s commitment to quality of business education, breadth of knowledge and variety of student interests. Business, Knowledge and Variety were the operative words.
A lot of effort must have gone into organizing this academic conference, which featured top-notch industry speakers, who shared insightful comments and valuable insider perspective on key strategic planning and management issues. Outstanding academic works by alumni were also highlighted alongside thought-provoking presentations on a wide range of topics by Master’s students.
Knowledge sharing as public service
In his opening remarks, Associate Professor Dr. Annop Tanlamai, Dean of the CMMU, said the Showcase event was consistent with the founding principle of the CMMU, which stays true to the vision of Mahidol University’s namesake, Prince Mahidol, who eloquently asserted that “True success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind”.
“The aim of CMMU Showcase is to share in-house knowledge generated by our faculty members, staff researchers and Master’s students to the wider society,” Dr. Annop said, adding that this knowledge takes the forms of research/consulting works, student theses, dissertations and degree projects, which add up to about 500 each year.
Music industry at digital crossroads
CMMU Showcase kicked off with industrial leaders’ talk on “The Future of Music Media Management”, which proved to be a crowd-pleaser. As Mr. Supachai Nilawan, Senior Vice President of RS Public Company Limited, and Ms. Pornthip Kongchun, Head of Marketing of Google and Youtube in Thailand, took the stage, it became obvious to members of the audience that this was going to be an excellent opportunity for learning on so many levels.
When the full impact of digitization on the music industry triggered the nightmare scenario, the question on everybody’s mind was not whether consumers would eventually stop buying cassette tape and CD albums – but when. There wasn’t any element of surprise to it when that finally happened, recalled Mr. Supachai.
The writing had been on the wall. For several years leading up to around 2005, consumers had increasingly been drawn to downloadable, shareable digitized music widely available on the Internet instead of going to record shops to buy music in cumbersome physical formats.
Disruptive innovation
“It was mostly with bitterness that we in the music industry first reacted to what happened,” Mr. Supachai said, referring to the passing of an era in Thailand’s music industry when, in management parlance, a disruptive technological innovation unleashed a radical change in consumer behavior and expectations.
It was a game changer. Consumers no longer rely on record companies to produce, promote and then ship music to them in physical formats. The likes of Google search engine and Youtube video-sharing platform have made it easy for consumers to discover and enjoy music, video and other contents on the computer screen, smartphone or any other connected electronic devices, in addition to the traditional channels, like the radio and TV.
Rethinking business model
“RS made a 360-degree turn after a thorough rethink of our business model,” Mr. Supachai said.
The record company has since been transformed into a full-fledged entertainment powerhouse, comprising music, show business and media, supplying contents on digital, satellite and cable television channels, on radio and online.
Win-win partnership
For a time, Mr. Supachai said Youtube continued to be seen by the music industry as one of the biggest threats.
All this has changed. With the recent launch of Youtube Partner Program in Thailand, Ms. Pornthip said Youtube had emerged as a potential partner to original content creators, from big corporations, like RS, to talented individuals.
“Original content providers should find our transparent revenue-sharing schemes attractive as they will enable them to monetize their intellectual properties – knowledge, skills and abilities,” she said.
New value network
Popular Youtube videos are now supported by a pre-roll ad that users can opt to skip after a few seconds. The advertisers are charged only when someone chooses to watch their ads.
“Without advertisements, there is no incentive for original content creators to continue to be creative, and Youtube users will not get to watch quality contents,” the chief marketer of Youtube Thailand said.
Lessons learned
Mr. Supachai couldn’t agree more. Under the new business model, RS generates less revenue from music sales in physical and digital formats of any given artist, “But that shortfall is more than made up by our share of advertising income on Youtube, ticket sales from concert tours, fees from celebrity endorsement deals and proceeds from paid-for contents for TV.”
That summed up the industry speakers’ talk, which was illuminating and entertaining in equal measure.
Next up, CMMU alumni and current Master’s students competed among themselves to attract audience members to their presentation sessions that took place simultaneously in separate meeting rooms. More than 20 works, representing a wide cross section of studies, academic exercises and practical solutions undertaken by the students, were highlighted. Each of them reflected the youthful enthusiasm and creative mind of a budding manager or entrepreneur.
A global perspective on entrepreneurship
Notable among Master’s student presentations was “Global Entrepreneurship: Lei Jun and Xiaomi Tech”. Tawan Chumintarachak and Akaradesh Chootrakool offered an engaging analytical account of how Lei Jun and his four-year-old mobile handset company beat mighty Samsung to become the best-selling smartphone brand in China.
The Chinese entrepreneur’s core ideas revolve around his determination to offer a range of smartphones with higher-end specifications at the most attractive price points. Lei Jun took advantage of the void left in the Android platform by Google’s exit from China market by substituting the world’s most popular search engine and other apps with homegrown third-party ones that provide his company extra incomes to offset thin margins on Xiaomi handset sales.
The use of guerrilla tactics to cultivate a dedicated and loyal fan base also helped in his unusual marketing and publicity stunts, the students concluded.
Spotlight on local hair salon business
“Successful Salon Business Model” was an interesting fact-finding exercise by a group of students to try to pinpoint factors contributing to success of Bangkok’s top hair salons. The group chose Grounded Theory method, starting with collecting and analyzing data to identify a set of keywords from which categories were then formed.
The study was based on interviews of salon managers, customers, hair styling experts and an entrepreneur who helped build up a successful hairstyling salon franchise as well a broad survey of published articles in popular magazines and relevant video clips shared on the Internet.
The end result was a business model, complete with guideline on required personnel with desirable skill-sets, management tools and brand-building strategy that hopefully will help improve hair salon startups’ chance of success.
Fail-proof organic herb farm business plan
The current trends in beauty, personal care and dietary supplement products indicate that today’s health-conscious consumers look for products with organic herbs as key ingredients as alternative to synthetic materials. According to industry estimates, the combined value of domestic sales and exports to the international market for beauty, personal care and dietary supplement products in Thailand amounted to almost THB300 billion.
The Thai Herbs House business plan was drawn up to capitalize on sustained high growth in demand for organic herbs as raw materials to supply herbal product manufacturers which continue to face shortages of high-quality organic herbs. The immediate aim is to produce herbs that yield high concentration of active ingredients as required by manufacturers of beauty, personal care and dietary supplement products.
The business plan envisions business and corporate strategies to enable the new entrant to achieve leadership status as supplier of high quality organic herbs within five years through product and process innovation. The plan has a built-in risk management strategy to deal with fluctuation in prices and demand for herbs by taking advantage of its core competency as an organic grower to quickly switch to high-value, fast-growing vegetables, such as asparagus and baby corn.
Overcoming cultural barrier to trade
The findings from the study, “Effects of Cultural Differences on Trading Business Between Thai & Japanese Companies”, emphasizes the need to cultivate cultural sensitivity among Thai traders and their Japanese counterparts in Japanese trading firms to overcome cultural barrier to trade and improve working relationships.
The ability to identify cultural differences, including national character traits and behavior pattern, is an important first step towards better understanding of factors, positive or negative, affecting business between Thai and Japanese traders. Pachara Worawutrangsan applied Hofstede’s cross cultural dimensions theory in this study.
Although Thais and Japanese belong to social hierarchical structure typical of Asian culture, there are cultural differences, real or perceived, that can potentially impede rather than facilitate trade. Based on the findings, Japanese traders in general are more risk-averse and organizational-oriented than their Thai counterparts, who are seen as less loyal to trading partners and lacking in clear, consistent communication skills.
The advice for Thais doing business with Japanese is to build on positive Thai cultural factors, including friendliness and intuitive personal skills, while avoiding negative ones, such as tendency to miscommunicate and low consistency in business dealings.
A rare glimpse into insider trading in Thai stock market
“Insider Trading Behavior and News Announcement: Evidence from the Stock Exchange of Thailand” by graduate student, Weerawan Laoniramai, won the 2012 Capital Market Research Scholarship for Graduate Students Award for her outstanding research paper, which offers a rare glimpse into the illegal practice in Thai capital market, characterized by low efficiency and transparency.
The financial management study, based on exhaustive research of Stock Exchange of Thailand’s information base spanning 2000-2008, involving 490 listed companies, offers some obvious results as well as some very interesting, counterintuitive ones.
The more obvious facts include: the greater time lapse between a government’s or a company’s key decision affecting a company’s performance or prospects and the public disclosure of news, the more likely that insider information can be misused by unscrupulous corporate or individual traders.
Some of the more surprising findings include the fact that position of the insider trader within the hierarchy of the company had no bearing on the rate of the abnormal returns. The same was true with the different types of insider traders, corporate or individual, who reaped about the same rate of ill-gotten gains.
The study also says insider traders bought and accumulated a stock based on privileged information before news disclosure but usually did not sell at the highest prices perhaps to avoid raising suspicion.
A successful conclusion to academic seminar
The inaugural CMMU Showcase, which featured many more thought-provoking research works, succeeded in what it set out to do in providing a wealth of multi-disciplinary knowledge borne of problem-based learning and real-world solutions by students, faculty members and research staff.
“The CMMU takes pride in its unique privilege of being a leading institute of higher learning to share knowledge that is timely, relevant and actionable,” said Associate Professor Dr. Nathasit Gerdsri, Deputy Dean for Academic Programs.
Thai to English: Road safety in Thailand
General field: Other
Detailed field: Safety
Source text - Thai
ศปถ. บูรณาการทุกภาคส่วนสร้างการสัญจรปลอดภัย

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่มีสถิติอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าปกติ เนื่องจากมีการใช้รถใช้ถนนในการเดินทาง กลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว และเล่นน้ำสงกรานต์ รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ห่วงใยความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน จึงได้สั่งการให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความปลอดภัยทางถนนและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง แก่ประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559
จากการรวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) พบว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2558 พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ทั้งการใช้ความเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ ตัดหน้ากระชั้นชิด เป็นสาเหตุสำคัญของความสูญเสีย โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักจากการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย และรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด อีกทั้งยังพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ และเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ นอกจากนี้ ดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขับรถด้วยความเร็วสูง
สำหรับการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559 ศูนย์อำนวยการ ความปลอดภัยทางถนน ได้มุ่งเน้นการป้องกัน แก้ไขปัญหา และลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในมิติเชิงพื้นที่ (Area Approach) ควบคู่กับการลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน ครอบคลุมทั้งคน ยานพาหนะ ถนน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการ “ลดอัตราผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559 ให้เหลือน้อยที่สุด และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในสังคมไทย” ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์ปลอดภัย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สร้างวินัยจราจร”
แนวทางการดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่
ช่วงการรณรงค์และเสริมสร้างวินัย (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 17 เมษายน 2559 และดำเนินการต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2559) โดยวางแนวทางการบริหารจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่ครอบคลุมทุกมิติ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขจุดเสี่ยงอันตรายบนท้องถนน เน้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างเข้มข้น
ช่วงควบคุมเข้มข้น (วันที่ 11 – 17 เมษายน 2559) โดยบูรณาการทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการ สร้างความปลอดภัย
ทางถนนอย่างเข้มข้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559 ภายใต้กลไกของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในส่วนกลาง และระดับพื้นที่
มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ประกอบด้วย 5 มาตรการ ดังนี้
มาตรการด้านการบริหารจัดการ ใช้กลไกศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและระดับพื้นที่ ขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุทางถนนในมิติเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจัยเสี่ยง มุ่งเน้นการใช้กลไก “ประชารัฐ” ในการส่งเสริมให้ชุมชนร่วมลดอุบัติเหตุ โดยจัดตั้งด่านชุมชน “1 ชุมชน 1 หมู่บ้าน 1 ด่านตรวจ” พร้อมจัดทำประชาคมชุมชนกำหนดกติกาในการป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ให้มีความปลอดภัยและปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนส่งเสริมการเล่นน้ำสงกรานต์ตามวิถีไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไป


มาตรการด้านถนนและการสัญจรอย่างปลอดภัย เร่งตรวจสอบแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนน ปิดกั้นทางลักผ่านจุดตัดทางรถไฟ และจุดกลับรถบนเส้นทางที่ไม่ปลอดภัย ปรับปรุงลักษณะทางกายภาพของถนนและ
สภาพแวดล้อมริมทางให้ปลอดภัย ติดตั้งป้ายเตือน สัญลักษณ์ ไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณจุดที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง พร้อมประสานผู้รับเหมาคืนพื้นผิวจราจรก่อนช่วงเทศกาล กรณีการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ให้ติดตั้งสัญลักษณ์ ในระยะที่ปลอดภัย เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้เส้นทางล่วงหน้าก่อนถึงบริเวณก่อสร้าง รวมถึงวางแผนอำนวยความสะดวก ในการเดินทางแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเปิดช่องทางพิเศษ ติดตั้งป้ายบอกเส้นทางลัด เส้นทางเลี่ยงเมือง ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาในการเดินทางของประชาชนและจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัคร อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ตลอดจนเตรียมพร้อมจุดพักรถบนเส้นทางสายต่างๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้หยุดพักรถและปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงหลับใน
มาตรการด้านยานพาหนะปลอดภัย โดยตรวจสอบยานพาหนะทุกประเภทให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะประจำทางและไม่ประจำทาง ต้องมีอุปกรณ์นิรภัยและระบบติดตาม GPS พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งหยุดประกอบกิจการหรือหลีกเลี่ยงการใช้รถบรรทุกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559 เพื่อป้องกันอุบัติเหตุใหญ่
มาตรการด้านผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย เน้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย พร้อมทั้งควบคุมการจำหน่ายและการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เน้นกวดขันการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ในสถานที่ และช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่าย โดยเฉพาะการเร่ขายในเขตริมทางและบริเวณที่เล่นน้ำสงกรานต์ เพื่อให้พื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์เป็นพื้นที่ปลอดแอลกอฮอล์ รวมถึงประชาสัมพันธ์การเล่นน้ำสงกรานต์ตามวิถีไทย การกำหนดมาตรการควบคุมการเล่นน้ำท้ายรถกระบะ บริเวณริมถนนหรือไหล่ทาง การใช้รถจักรยานยนต์ในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ ตลอดจนรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนผ่านกลไกการสื่อสารทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการสัญจรอย่างปลอดภัย
มาตรการด้านการตอบสนองหลังเกิดอุบัติเหตุ ประสานสถานพยาบาลเตรียมความพร้อมรับมืออุบัติเหตุฉุกเฉิน โดยจัดทีมแพทย์ พยาบาล หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพกู้ภัย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ จุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงวางระบบการติดต่อสื่อสาร และเชื่อมโยงการประสานแจ้งเหตุให้เข้าถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ ควบคู่กับการให้ข้อมูลการประกันภัยและความคุ้มครองกรณีประสบอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ผู้ประสบเหตุได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยความร่วมมือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานภาคีเครือข่าย มุ่งบูรณาการสร้างการสัญจรอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559 โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร พร้อมสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยทางถนน ภายใต้กลไก “ประชารัฐ” รวมถึงปรับปรุงแก้ไขจุดเสี่ยงอันตรายและจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ควบคู่กับการวางระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้การบริหารจัดการอุบัติเหตุทางถนนมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ทุกปัจจัยเสี่ยง และบรรลุเป้าหมายในการลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือน้อยที่สุดและขับเคลื่อน “การส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สร้างวินัยจราจร” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
“สงกรานต์ปลอดภัย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สร้างวินัยจราจร”
Translation - English
Road Safety Directing Center launches
holistic transport safety campaign

The Songkran Festival is associated with increased incidence of road accidents due to a sharp rise in number of vehicles on the road. People travel to and from their hometowns and tourist destinations while participating in traditional Songkran water throwing. The Royal Thai Government and the National Council for Peace and Order (NCPO) are concerned about public safety. The Road Safety Directing Center (RSDC) under the Department of Disaster Prevention and Mitigation, the Ministry of Interior, has been instructed to coordinate with relevant government agencies to ensure road safety and facilitate traffic flow during the upcoming 2016 Songkran Festival.
According to road traffic statistics compiled by the Road Safety Directing Center (RSDC), reckless behaviors on the part of motorists, including speeding, drink driving and cutting in front of others, were major causes of road casualties. Key contributing risk factors included failure to use safety equipment. The type of vehicles that featured in the highest number of road accidents was the motorcycle. Most road deaths involved local residents who died where accidents occurred. Moreover, accident severity indexes pointed to increasing incidence of excessive speeding.
As for the campaign to lower road accidents during the 2016 Songkran Festival, the Road Safety Directing Center has stressed the importance of prevention, problem solving and reduction of road casualties under the Area Approach. This approach is coupled with reduction of road accident risk factors, encompassing motorists, vehicles, road conditions and the environment as well as promotion of civic responsibility and road safety culture. All these measures are designed to achieve the objectives to “minimize fatalities from road accidents during the 2016 Songkran Festival and promote a road safety culture in the Thai society” under the slogan: “Play Safe Songkran, Promote Thai Culture, Drive Responsibly”.
The campaign is being implemented into two phases:
Promotion of public awareness and responsible driving phase (from 15 February to 17 April, 2016 and through the rest of 2016) under a comprehensive road safety management with emphasis on fixing accident-prone spots and strict enforcement of traffic rules along with promotion of road safety culture.
Tight control of road safety phase (11-17 April 2016) through a holistic approach involving all relevant agencies to implement road safety measures strictly and consistently during the 2016 Songkran Festival under the supervision of the Road Safety Directing Center at the national and local levels.
There are five measures designed to prevent and reduce incidence of road accidents:
Road safety management measure The Road Safety Directing Center takes the lead at the national level while its regional and local mechanisms are in charge of implementing Area Approach to road safety management relevant to local risk factors to reduce road accidents. The emphasis is on the “public-private collaboration” mechanisms with local public participation, such as the initiative to set up “One Community, One Village, One Road Safety Checkpoint”. Others activities to promote road safety include encouraging local communities to draw up rules on how to deter motorists in their communities from reckless, unsafe driving behaviors. Water-throwing zones should also be identified and designated so that people can safely engage in merry-making activities according to traditional customs in an alcohol-free environment to preserve Thai culture.
Road conditioning and traffic facilitation measure Relevant government agencies must examine and fix accident-prone spots, block unauthorized railway crossings and U-turns and ensure physical improvement of roads and parameters, complete with road signs and lighting fixtures for maximum road safety. Road construction or maintenance contractors must restore as much traffic surface as possible in anticipation of increased road traffic during the festival while contractors of ongoing road construction sites must provide warning signs to alert motorists at a safe distance. Signs must be put up to inform motorists of road diversions, alternative routes, shortcuts or ring roads while local traffic lights should be adjusted to accommodate sharp increase in number of vehicles at different times during the festival. Local police and volunteers must be mobilized to facilitate traffic flow and safe travel. Rest areas should be set up at regular intervals on all major roads to allow motorists to take a break as part of the effort to prevent accidents caused by motorists falling asleep at the wheel.
Vehicle roadworthiness measure Relevant government agencies must strictly enforce vehicle roadworthiness rules and regulations, particularly those governing public transport vehicles like scheduled or chartered buses and coaches. Public transport vehicles are required to install mandatory safety equipment and GPS tracking system. The authorities also ask freight and trucking companies to consider suspending their operations or avoid the use of heavy trucks during the 2016 Songkran Festival to minimize major road accidents.
Safe and responsible driving measure The emphasis will be on strict enforcement of traffic laws to control reckless, accident-prone motorists, particularly those who commit offenses, such as speeding, drink driving and failure to use safety equipment. This will be reinforced by tight restriction on the time and place of sale of and access to alcoholic drinks of members of the general public as well as underage youths. The authorities will focus their attention on illegal roadside sale of alcoholic drinks and places where merry-makers gather. The aim is to enforce an alcohol-free environment for water-throwing custom as part of activities to preserve traditional Thai culture. The use of pickup trucks by water throwers on the streets or roadsides will be better regulated along with the use of motorcycles in designated water-throwing areas. A sustained, full-fledged public awareness campaign will be launched through all media channels to promote road safety awareness. Motorists must be engaged to become part of the road safety solution.
Post-crash response measure All healthcare establishments will be put on standby for post-crash medical emergencies. Teams of medical doctors, nurses, emergency medical services personnel and civil defense volunteers will be able to respond to road accidents quickly to provide assistance. Communication systems will be put in place to ensure well-coordinated and timely response to road accidents wherever they happen. Information regarding coverage of various types of vehicle and road accident victim insurance policies will be provided to ensure all road accident victims have access to medical treatment and assistance.
The Road Safety Directing Center, in coordination with the Department of Disaster Prevention and Mitigation and its partnership networks, is determined to implement a holistic road safety campaign during the 2016 Songkran Festival. To achieve the objective, priorities must be given to strict traffic law enforcement along with promotion of road safety awareness under the “public-private collaboration” mechanisms. Other priorities include physical improvement of road conditions, fixing accident-prone spots, complete with establishment of emergency medical services that meet required standards. All these measures are designed to ensure efficient road safety management that covers the whole range of risk factors to make the objective of reducing road accident fatalities achievable. Last but not least, the campaign to “Promote Thai Culture, Responsible Driving” is a national agenda to build up a sustainable culture of road safety in the Thai society.
“Play Safe Songkran, Preserve Thai Culture, Drive Responsibly”
Thai to English: TPP and Asian transformation
General field: Social Sciences
Detailed field: International Org/Dev/Coop
Source text - Thai
การผงาดขึ้นของ ทีพีพี และ การปรับเปลี่ยนของเอเชีย
โดย อนุสรณ์ ธรรมใจ

ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเคลื่อนย้ายจากตะวันตกมายังเอเชียตะวันออกหรือเอเชียแปซิฟิกมากขึ้นตามลำดับ สหรัฐอเมริกามองทะลุแนวโน้มนี้ มีการเตรียมการเพื่อแสวงหาโอกาสและความท้าทายจากความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจนี้
ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์อันเหมาะสม
การจัดตั้งและการผงาดขึ้นของ TPP คือ ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดังกล่าว
TPP เป็นความท้าทายสำหรับเอเชีย นอกเหนือจาก ความท้าทายอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจหลังยุค QE ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พลิกโฉมหน้าธุรกิจอุตสาหกรรม กระแสธารประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเคลื่อนย้ายประชากร
มีความพยายามในการเจรจาเพื่อจัดตั้งหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ TPP นี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 กว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ก็ใช้เวลาพอสมควร TPP นับเป็นข้อตกลงที่จะสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของ GDP โลก ปัจจุบันประเทศสมาชิกของ TPP ประกอบไปด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา ชิลี เม็กซิโก เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม รวม 12 ประเทศ ไทยได้ตกขบวนการเข้าร่วมกลุ่มไปแล้ว
ในข้อตกลง TPP เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกขยายตลาดส่งออก กระตุ้นการลงทุน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ เช่น มาเลเซีย ที่เดิมไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ และแคนาดา ฉะนั้นข้อตกลงทางเศรษฐกิจนี้จะช่วยกระตุ้นการส่งออกสินค้าสำคัญ อย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยางพารา และน้ำมันปาล์ม นอกจากนี้ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกนี้ยังมีกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติเพื่อไม่เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างบริษัทในประเทศกับต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิก นอกจากนี้มันยังเป็นเครื่องมือกระตุ้นการค้าการลงทุน ก่อให้เกิดการจ้างงาน และยกระดับมาตรฐานการครองชีพ รวมไปถึงสร้างความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังถูกท้าทายจาก TPP ในแง่ของการเชื่อมโยงตลาดและห่วงโซ่การผลิต รวมไปถึงมาตรฐานใหม่ด้านการค้าการลงทุน นักลงทุนในปัจจุบันไม่เพียงแต่มองหาฐานการผลิตที่มีแหล่งวัตถุดิบและต้นทุนที่ต่ำ แต่ยังต้องสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและตลาดเป้าหมายในระดับภูมิภาคได้ด้วย ดังนั้น AEC ซึ่งเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถูกท้าทายจากข้อตกลง TPP ที่สามารถเชื่อมโยงตลาดและแหล่งวัตถุดิบระหว่างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและอเมริกา ซึ่งน่าจะสร้างแรงกดดันให้อาเซียนเร่งเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรีในระดับพหุภาคีและทวิภาคี เช่น RCEP (อาเซียน อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ในขณะที่สมาชิกอาเซียนที่ได้เข้าร่วมเจรจา TPP ไปแล้ว ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม แม้ว่าจะได้รับประโยชน์ด้านการค้าการลงทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องปรับตัวตามมาตรฐานต่างๆ ที่ระบุไว้ใน TPP ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
แม้นเราอยากเข้าร่วม TPP เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในเวลานี้แน่นอน การกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นอุปสรรคใหญ่ของไทยในการเข้าร่วม TPP ประเด็นที่อาจทำให้ไทยไม่สามารถเข้าร่วม TPP ได้ง่ายนัก คือ ปัญหาการค้ามนุษย์ที่ล่าสุดไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ใน Tier 3 โดยกฎหมายของสหรัฐฯ ห้ามไม่ให้รัฐบาลลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับประเทศที่อยู่ในอันดับดังกล่าว ซึ่งหากไทยต้องการเข้าร่วม TPP จะต้องแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้ได้ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิแรงงานในการทำประมง
หากพิจารณาในอีกมิติหนึ่ง การเข้าร่วมช้าเพื่อพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน อาจเป็นผลบวก เพราะเงื่อนไขใน TPP มีความเข้มงวด และส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ต่อประเทศ เช่นเดียวกับบางประเทศสมาชิกที่ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้แล้ว ตัวอย่างชัดสุด คือ เรื่อง สิทธิบัตรยา ซึ่งเดิมสหรัฐฯ เรียกร้องไม่ให้เปิดเผยข้อมูลการทดลองยาในกลุ่มชีวภาพตัวใหม่เป็นเวลา 12 ปี แต่หลังจากบรรลุข้อตกลงคาดว่าระยะเวลาจะลดลงเหลือ 8 ปี ซึ่งจะทำให้ราคายาในหลายๆ ประเทศที่ไม่เคยมีเงื่อนไขดังกล่าวแพงขึ้น และการเข้าถึงยาสามัญเป็นไปได้ช้าลง นอกจากนี้ เวียดนาม เม็กซิโก และมาเลเซีย ยังถูกเรียกร้องให้ปรับปรุงมาตรฐานแรงงาน โดยเฉพาะมาเลเซียที่ถูกเร่งให้แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ในขณะที่แคนาดา สหรัฐฯ และญี่ปุ่น จะลดการกีดกันการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ผมคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศไม่น้อยหากเข้าร่วม TPP ฉะนั้นต้องอย่าผลีผลามทำข้อตกลงแต่ต้องไม่ตกขบวน มีทั้งผลได้ผลเสียต่อภาคส่วนต่างๆของไทยแตกต่างกัน ผลกระทบระยะสั้นต่อการค้าการลงทุน การย้ายฐานการผลิตยังไม่เกิดขึ้นชัดเจน กลับคืนสู่ประชาธิปไตยตามกรอบเวลาจะสามารถเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้ทันเวลา การที่ไทยยังไม่สามารถเข้าร่วม TPP (Trans-Pacific Partnership) ในช่วงนี้แล้วจะผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังเวียดนาม มาเลเซียนั้นอาจจะเป็นการวิตกกังวลมากเกินไป เพราะผลกระทบหากจะเกิดขึ้นน่าจะในอีก 1-2 ปีข้างหน้าหากเราไม่เตรียมการอะไรเลยหรือไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกในเวลาที่เหมาะสม การเข้าเป็นสมาชิก TPP ต้องศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบอย่าผลีผลามเป็นอันขาด ต้องเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะ TPP มีเรื่องเกี่ยวกับประเด็นอ่อนไหวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา การคุ้มครองพันธุ์พืชและความหลากหลายทางชีวภาพ การให้ความคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ แม้ว่าประเทศสมาชิกจะเห็นชอบในเนื้อหาของข้อตกลง แต่ TPP ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนก่อนจะนำไปปฏิบัติจริง ขั้นตอนการอนุมัติข้อตกลง TPP ของทั้ง 12 ประเทศคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยอีก 3-6 เดือน โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีโอบามาจะต้องแจ้งให้สภาคองเกรสทราบก่อนการลงนามเป็นเวลา 90 วัน และหลังจากที่ลงนามแล้ว TPP จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อการรับรองและนำมาปฏิบัติต่อไป ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องผ่านการตรวจสอบจากทั้งรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร และถ้าต้องทบทวนกฎหมายใหม่ก็จะทำให้เกิดความล่าช้าออกไปอีก
TPP น่าจะข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เป็นต้นแบบในศตวรรษที่ 21 เพราะจะสร้างมาตรฐานใหม่ของระบบการค้าโลกและครอบคลุมมิติต่างๆกว้างขวางขึ้น เช่น การเปิดตลาดครอบคลุมทุกสาขา (Comprehensive Market Access) ความตกลงระดับภูมิภาคโดยสมบูรณ์ (Fully Regional Agreement) ประเด็นที่มีความคาบเกี่ยวกัน (Cross-Cutting Trade Issues) ความท้าทายใหม่ทางการค้า (New Trade Challenges) ข้อตกลงที่ปรับเปลี่ยนได้ ข้อตกลง TPP เริ่มต้นเจรจาในปี พ.ศ. 2554 ไทยได้ประกาศเจตนาเข้าร่วมเจรจาเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 กลุ่ม TPP (สหรัฐฯ ชิลี เปรู มาเลเซีย เวียดนาม แคนาดกา เม็กซิโก สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น) กลุ่มนี้มีส่วนแบ่งในระบบการค้าโลกราว หนึ่งในสี่ มีมูลค่าการค้ากับไทยในสัดส่วนที่สูงมากและมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประเทศในกลุ่ม TPP มีบทบาทในการลงทุนในประเทศไทยสูงมากคิดเป็นสัดส่วน 55-60% ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด สหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้มีการเจรจาบนหลักทวิภาคี (Bilateral Basis) หากไทยเข้าเป็นสมาชิกและเข้าสู่กระบวนการเจรจา ไทยควรยืนบนหลักภูมิภาค (Regional Basis) เพื่ออำนาจต่อรองและควรใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
เนื่องจากกรอบเจรจาการค้า TPP มีลักษณะผูกมัดสมาชิกมากกว่าข้อตกลงการค้าเสรี FTAโดยทั่วไปจึงประเด็นอ่อนไหวที่ต้องระมัดระวัง นอกจากนี้ไทยไม่สามารถกำหนดกรอบเจรจาและข้อตกลงที่บรรลุแล้วในกรอบ TPP ทำให้ไทยเสียเปรียบในธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไม่มีความพร้อม เช่น ภาคบริการการเงิน การลงทุน อุตสาหกรรมยาภายใน ไทยไม่สามารถใช้ข้อมูลทดลองทางคลินิกขึ้นทะเบียนยาได้ เป็นต้น โดยภาพรวมแล้วข้อตกลงทั้งเรื่องมาตรฐานทางการค้าและการส่งเสริมการค้า มาตรฐานการค้ารวมถึงมาตรฐานสินค้า การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย TPP เป็นกลไกที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจีนก็มีบทบาทสูงใน RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และประเทศอาเซียน 10 ประเทศรวมทั้งไทยเป็นสมาชิกใน RCEP อยู่แล้ว ไทยจึงต้องมียุทธศาสตร์ที่ดีเพื่อให้เกิดประโยน์จาก RCEP และ TPP โดยที่ข้อตกลงทั้งสองฉบับมีโอกาสพัฒนาสู่เขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Regional FTA ฉะนั้นไทยไม่ควรตกขบวนการเจรจา TPP โดยที่ต้องเข้าสู่การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา มีความเข้มข้นกว่าข้อตกลง TRIPs ภายใต้องค์การการค้าโลก หรือ WTO เชื่อว่ากรณีของไทยจะเกิดแรงต้านจากภาคประชาชนและเอ็นจีโอเช่นเดียวกับในเวียดนาม มาเลเซีย รวมทั้งประเทศที่มีนโยบายควบคุมยาในประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น นอกจากนี้การเปิดเสรีบริการทางการเงินและประกันภัย สหรัฐฯได้ยึดหลักการเจรจาแบบ Negative List Approach ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของสหรัฐฯที่ชัดเจนว่าต้องการเปิดเสรีภาคการเงินอย่างเต็มที่ TPP ยังกำหนดให้ทุกประเทศสมาชิกต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน
ไทยไม่เข้าร่วมก็อาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศ TPP เช่น ญี่ปุ่นที่จะทยอยเพิ่มโควตานำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ และออสเตรเลีย นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ไทยในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของบรรษัทข้ามชาติญี่ปุ่นมีความน่าดึงดูดน้อยลง นอกจากนี้นักลงทุนยังอาจมองว่าเวียดนามและมาเลเซียเป็นฐานการผลิตที่ได้เปรียบกว่าไทยในแง่ของการผลิตสินค้าเพื่อส่งไปขายยังประเทศต่างๆในTPP อาจทำให้บรรษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในไทยย้ายไปยังเวียดนามและมาเลเซียมากขึ้น
Translation - English
The Rise of TPP and Asian Transformation
By Dr. Anusorn Tamajai

The global economic center of gravity has shifted from the western world to Asia Pacific. Having spotted this trend, the United States is reorienting itself to exploit new opportunities and grapple with new challenges. The US pivot to Asia Pacific and the establishment of the Trans-Pacific Partnership (TPP) trade agreement are part of this strategy.
TPP presents a daunting challenge to Asia, in addition to a plethora of other challenges, such as the post-QE world, inexorable technological advance that transformed industries, onward march of democracy, change in demographical structures and flow of human migration.
The proposal to set up the TPP was first broached in 2008 and took several years of negotiation before it came into fruition recently. TPP is the most ambitious trade agreement that is expected to account for 40 per cent of the world’s GDP. At present, TPP consists of the United States, Japan, Canada, Chile, Mexico, Peru, Australia, New Zealand, Singapore, Malaysia, Brunei and Vietnam. Thailand has for now missed the TPP train.
The TPP trade pact opens up opportunities for members to boost exports, promote investment and generally enhance economic strength. For example, Malaysia, which previous has had no free trade agreements with the US and Canada, can through TPP dramatically increase key export items, such as electronic parts and components, natural rubber and palm oil. Moreover, the TPP also offers trade dispute resolution mechanisms between member states and foreign investors. The trade pact will level the playing fields to prevent products and services to prevent bias in favor of homegrown ones. This is expected to encourage foreign investors to give priority to TPP member countries. TPP is also widely seen as an effective tool to stimulate trade and investment, creating new jobs, raising standard of living as well as enhancing cooperation across regions to cushion against the disruptive fluctuations of the world economy.
The ASEAN Economic Community is being challenged by the TPP in terms of connectivity of markets and production networks/value chains. Not to mention new benchmark in trade and investment as today’s investors seek not only production bases with cheap raw materials and low production costs but also connectivity in production networks/value chains as well as targeted markets at the regional level. In this regard, the AEC as a regional economic bloc faces a major challenge from the TPP, which is able to connect markets and raw material sources in Asia Pacific and the Americas. This should put pressure on ASEAN to accelerate negotiations to expand free trade agreements at both multilateral and bilateral levels. One notable multilateral agreement that is crucial for ASEAN is the RCEP (comprising ASEAN, India, China, Japan, South Korea, Australia and New Zealand). As for ASEAN member countries that have already joined the TPP – Singapore, Malaysia, Brunei and Vietnam – they are in the process of adjusting to live up to obligations and standards stipulated by the TPP.
Even if Thailand wanted to join the TPP in order to further its economic interests, the road to TPP membership is long and ridden with stumbling blocks. A return to democratic rule, cessation of human rights violations and eradication of human trafficking are prerequisites. Thailand has been assigned Tier 3, the lowest level, in annual US report on Trafficking in Persons. The US law forbids the government to enter into agreement with a country assigned Tier 3 on TIP report. To join the TPP club, Thailand is required to solve its human trafficking problem, especially slave labor in fisheries industry.
On the other hand, the delay may provide Thailand with a breathing room to carefully consider the pros and cons. The TPP imposes strict obligations that could seriously affect certain aspects of the national interest. Current TPP members already have to contend with enforcement of pharmaceutical patent protection. The US demanded 12-year standard of data protection for new biopharmaceutical products. But the TPP is expected to cut data protection period to eight years. The move could lead to increase in prices of and limit access to certain generic pharmaceutical products in countries which previously had not offered such provision. What’s more, Malaysia is now under tremendous pressure to solve its human trafficking problem. At the same time, Canada, the United States and Japan are now required to lower trade barriers to dairy products from Australia and New Zealand.
This writer believes that a decision to join the TPP could result in significant negative impacts on Thailand’s industrial sectors. The country should not jump in and be bound by restrictive obligations. But Thailand also cannot afford to completely miss out on opportunities promised by the TPP either. Short-term impacts on trade and investment or relocation of production bases are still unclear. A return to democratic rule as scheduled may enable Thailand to enter negotiation to join the TPP in time. Fear of negative effects from a delay in joining the TPP, such as possible shift of production bases into Vietnam and Malaysia, may be premature. Real and damaging impacts may happen in one or two years if Thailand is caught unprepared or is prevented from joining at the right time. A decision whether to join the TPP should not be taken on a whim. The decision on the TPP must be based on comprehensive research and discussion participated in by the cross-section of the society. The TPP covers a wide range of sensitive and controversial issues, from intellectual property rights, pharmaceutical patent protection, plant genetic resources, biodiversity safeguards and geographical indicators. Even after TPP member countries agree to the trade agreement, there are several steps to be taken before actual implementation can begin. It takes the 12 founding members of the TPP at least 3-6 months to ratify the trade agreement. In the United States, after formally signing the TPP trade pact, President Obama is required to get a bill passed by the US Congress to implement the agreement, which will also serve as US ratification of the international trade deal. In Japan, the international trade agreement must be vetted by both houses of the Diet. If such agreement calls for legal amendments, the process may take longer.
The TPP will likely set a new benchmark for international trade agreement for the 21st Century. The trade and economic partnership pact covers Comprehensive Market Access, Fully Regional Agreement, Cross-cutting Trade Issues, New Trade Challenges and Flexible Provisions. Negotiations on the TPP agreement began in 2011. Thailand made known its intention to join in the negotiations in November 2013. The 12 TPP signatories together accounts for one fourth of the global trade, and a large and fast-growing portion of Thailand’s external trade. The TPP 12 also is among biggest investors in Thailand, accounting for 55-60 per cent of FDI in Thailand. The US encourages negotiations on bilateral basis. But if and when Thailand decides to enter in a new round of negotiations, it should do on a regional basis to make full use of the ASEAN Economic Community.
The TPP negotiation framework imposes more restrictions to members than other free trade agreements. There are sensitive issues that call for caution. Moreover, as a latecomer, Thailand is in no position to set the agenda in the negotiations to join the TPP. That leaves Thailand in a vulnerable position as several key sectors, such as financial services, investment and domestic pharmaceutical industry, are ill-prepared and lack competitiveness. For example, Thailand is incapable of using clinical trial data to register new pharmaceutical products. Generally speaking, the high standards of doing business and strict rules on trade liberalization as well as product quality standards and environmental and social protection of the TPP have been developed to counterbalance the rise of China as an economic superpower. China on its part wields great influence within the Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) and Thailand as a member of ASEAN is already part of the RCEP. Thailand needs to develop a sound strategy to make the best of the RCEP and TPP. Both of these international trade agreements have the potential to be transformed into Asia Pacific FTA. Thailand cannot afford to miss out on the opportunity to join the TPP. But it must exercise great caution in entering the negotiations, particularly in areas of intellectual property rights, pharmaceutical patents, which are more stringent than those provided under the TRIPs of the World Trade Organization. Opposition against these provisions among members of the civil society is expected to be fierce as is what is happening in Vietnam and Malaysia as well as countries which already have strong domestic patent protection regimes in place, like Australia and New Zealand. Moreover, in pushing for the liberalization of the financial and insurance sectors, the US insists on Negative List Approach, which reflects its demand for fully-fledged liberalization of the financial sector. It is worth noting that the TPP agreement requires all signatories to conform to the same labor and environmental standards regardless of difference in level of developmental attainment.
If Thailand decided to opt out of the TPP, it stands to lose its market share in a number of key sectors. For example, Japan is expected to gradually raise the quota of rice imports from the US and Australia at Thailand’s expense. In addition, Japan will be granted duty-free export of auto parts into the US, which will make Thailand as a major production base of auto parts less attractive in the eye of Japanese automakers. Many investors will begin to see Vietnam and Malaysia as more competitive as production bases for goods destined for TPP member countries. That could persuade multinationals with existing production base in Thailand to relocate to Vietnam and Malaysia.

References
EIC Outlook 2016, Economic Intelligence Center – SCB
Anusorn Tamajai, interview on Impacts of TPP on Thailand’s International Trade 2015.

Experience Years of experience: 14. Registered at ProZ.com: Oct 2016.
ProZ.com Certified PRO certificate(s) N/A
Credentials N/A
Memberships N/A
Software Microsoft Excel, Microsoft Word, Wordfast
Professional objectives
  • Meet new translation company clients
  • Meet new end/direct clients
  • Network with other language professionals
  • Build or grow a translation team
  • Learn more about additional services I can provide my clients
  • Learn more about the business side of freelancing
  • Buy or learn new work-related software
  • Improve my productivity
Bio
Linguistically-savvy translator and editor with a journalistic background


Profile last updated
Apr 30



More translators and interpreters: Thai to English   More language pairs